ะไม่กล้าล่วงเกินบอกว่าเห็นเสิ่นจื่ออีเป็นเฉกเช่นบุตรีของตน แต่กระนั้นนางก็รักใคร่เอ็นดูจากใจจริง อยากให้องค์หญิงได้อยู่ร่วมกับผู้ที่ทำให้พระองค์เบิกบานพระทัยเสียเหลือเกิน ดังนั้นถึงได้เผย ‘ใบหน้าอันอ่อนโยนและยิ้มแย้ม’ ที่ไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อนแก่เจียงเสวี่ยหนิง
แม้ว่าผู้คนโดยรอบจะตกใจจนอ้าปากค้าง แต่นางกลับมองเจียงเสวี่ยหนิงแต่เพียงผู้เดียว
ครั้นเห็นคุณหนูรองเจียงมองตนอึ้ง ๆ คล้ายยังไม่ได้สติ นางก็แทบขมวดคิ้วตามจิตใต้สำนึกทันที ทว่าถัดมาก็คิดได้ว่าคนผู้นี้กำลังจะได้เป็นพระสหายขององค์หญิง ไม่อาจตำหนิตามใจชอบนางจึงกล่าวเตือนว่า “คุณหนูรองเจียง?”
เจียงเสวี่ยหนิงถึงมีท่าทีราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน รีบตอบกลับว่า “ชะ เช่นนั้นต้องรบกวนท่านหัวหน้ากองแล้วเจ้าค่ะ”หัวหน้ากองซูจึงผงกศีรษะ เหลียวมองผู้คนโดยรอบอีกครั้ง “เริ่มกันเถอะ”
แม้ตอนแรกจะบอกว่าสิบสองคนแบ่งเป็นสามกลุ่ม แต่ยามนี้เห็นชัดว่าเป็นสี่กลุ่ม เซียวซูเฉินซูอี๋ เหยาซี อยู่ด้วยกันสามคน ฝานอี๋หลานโหยวเย่ว์ ฟางเมี่ยว โจวเปั่าอิง อยู่ด้วยกันสี่คนเหยาหรงหรงอยู่กับอีกสามคนที่เจียงเสวี่ยหนิงจดจำไม่ได้ ส่วนเจียงเสวี่ยหนิงกลับเหลือเพียงผู้เดียว กลายเป็นกลุ่มที่มีคนเดียว
นางข้าหลวงอีกสามคนแบ่งกันสอนสามกลุ่ม
ส่วนหัวหน้ากองซูให้คำชี้แนะเจียงเสวี่ยหนิงตามลำพังผู้อื่นดวงตาแทบถลน ต้องรู้ว่าท่าทีที่พวกนางส่วนใหญ่มีต่อเจียงเสวี่ยหนิงนั้นมีเพียงความ