ตอบว่า “คนผู้นี้เลี้ยงม้าอยู่ตัวหนึ่ง รักใคร่เอ็นดูยิ่งนัก ทุกวันต้องปั้อนอาหารด้วยตัวเอง เมืองหลวงไม่ใช่สถานที่อันกว้างใหญ่อะไร ดังนั้นหากมีเวลาจะพาม้าไปวิ่งเล่นแถวชานเมือง แต่ช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานนักขณะเขากำลังสะสางงานอยู่ที่กองบัญชาการ จู่ ๆ เด็กรับใช้ของที่บ้านก็มารายงานอย่างรีบร้อนว่าม้าของเขาล้มปั่วย ตอนนี้เห็นท่าว่าจะไม่ไหวแล้ว คนผู้นี้จึงขอลากับผู้บังคับบัญชาทันที พอกลับบ้านมาเยี่ยมม้า กลับชักดาบประจำตัวสังหารม้ากับมือ”
เจียงเสวี่ยหนิงตะลังงันในบัดดล
ส่วนเยี่ยนหลินกลับหัวเราะ “วันต่อมาเขาไปที่หน่วยตรวจการ[1]ผู้บังคับบัญชาถามเขาว่าม้าของเจ้ายังสบายดีอยู่หรือไม่? เขาตอบว่าม้าตายแล้ว ข้าเป็นคนฆ่าขอรับ ผู้บังคับบัญชาประหลาดใจเป็นล้นพ้น และสอบถามสาเหตุจากเขา เขาตอบว่าม้าตัวนี้เขาเลี้ยงมาได้สองปีแล้ว สนิทสนมเฉกเช่นญาติของตนก็ไม่ปาน ทว่าม้าล้มปั่วย เขาหักใจทนดูเห็นมันเจ็บปวดไม่ได้ ดังนั้นจึงมอบความรวบรัดให้มัน จะได้ไม่ต้องทรมาน และถือเป็นการคืนมิตรภาพของม้าตัวนั้นที่มีต่อเขามาสองปีกว่าอีกด้วย”
ม้าตัวนั้น…
เจียงเสวี่ยหนิงไหนเลยจะไม่รู้
วันที่นางไปหาโจวอิ๋นจือ ม้าตัวนี้ยังดี ๆ อยู่เลย แล้วจะล้มปั่วยจวนเจียนจะตายได้อย่างไรซ้ำยัง ‘เจ็บปวดทรมานอย่างล้นเหลือ’ อีกด้วยสิ่งเดียวที่นางคิดได้ขณะนี้มีแค่ข้ออ้างที่นางสร้างขึ้นมาส่ง ๆ เพื่อให้เด็กรับใช้ไปตามเขากลับ‘ม้าสุดที่รักของใต้เท้าโจวล้มป