ิ่งใหญ่อยู่อย่างหนึ่งหากได้ล่วงรู้ ขอเพียงเป็นผู้ที่มีสมองก็จะไม่มีวันกระทำการผิดพลาด เพียงแต่น่าเสียดาย กว่าข้าจะรู้ก็สายเกินไปแล้ว…”
นึกถึงจุดจบของตนในชาติก่อน
นึกถึงรอยแผลเก่าบนข้อมือซึ่งไม่อาจลบเลือนจนบัดนี้!เจียงปั๋อโหยวเดินเข้าไปแล้ว
ผ้าม่านทิ้งตัวลงอีกครั้ง
แต่โลกของเจียงเสวี่ยหนิงกลับเงียบสงัดเสียจนได้ยินเสียงการสนทนาที่แว่วมาจากข้างใน
เจียงปั๋อโหยวถอนหายใจขณะเอ่ย “เฮ้อ เมื่อครู่เป็นเรื่องของยายหนูหนิง นางทำให้ข้ารู้สึกเป็นห่วงมานานมากแล้ว คิดไม่ถึงคราวนี้กลับสะสางเรื่องราวได้อย่างสมเหตุสมผล ท่านไม่เคยเป็นพ่อคน ต้องไม่รู้จักความรู้สึกเช่นนี้แน่ จะว่าไปสมัยก่อนตอนที่ท่านเดินทางกลับเมืองหลวงอย่างลับ ๆ ก็เคยร่วมเดินทางกับนางระยะหนึ่งด้วยนี่นา เพียงชั่วพริบตาก็สี่ปีเข้าไปแล้ว!”ผู้ที่อยู่ตรงข้ามเขาคล้ายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นเรียบ ๆ ด้วยกระแสเสียงดุจสายธารกระทบโขดหิน ทุ้มต่ำทว่ามีเสน่ห์ “คุณหนูรองหนิงเช่นนั้นหรือ…”
ขณะนี้เอง ฉางจั๋วที่อยู่ด้านหลังก็ยกกำยานหอมเข้าไป มุมผ้าม่านเลิกขึ้นอีกหน
เจียงเสวี่ยหนิงมองเห็นมุมของชายเสื้อคลุมผ้าไหมริ้วสีเขียวอมฟั้าตัวนั้นขยับเบา ๆ คราหนึ่งอย่างชัดเจน ที่แท้ผู้ที่นั่งอยู่ข้างโต๊ะน้ำชาก็กำลังเบี่ยงกายหันมาทางผ้าม่าน
แม้ว่านางจะมองไม่เห็นใบหน้าและสายตาของอีกฝั่าย แต่ชั่วขณะนี้นางกลับรับรู้ได้ชัดแจ้งว่าเขากำลังมองมาทางนางซึ่งยังคงยืนอยู