ยหนิงกลับพูดจาเช่นนี้ออกมาได้!
“คะ คุณหนูรองล้อบ่าวเล่นแล้ว บ่าวไม่ได้มาจากแดนสู่[1] การแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้ากากเองก็ยังเคยดูแค่ไม่กี่ครั้ง ไหนเลยจะเคยเรียนการแสดงเปลี่ยนหน้าได้เล่าเจ้าคะ?” หวังซิ่งจยาสะกดกลั้นความสงสัยภายในใจ นางโบกมือ แสดงท่าทีประจบเอาใจเจียงเสวี่ยหนิงดังที่เคยทำมาอย่างหน้าด้านหน้าทน “จู่ ๆ ท่านก็เอ่ยถึงเรื่องนี้ขึ้นมาจะต้องอยากดูงิ้วเปลี่ยนหน้ากากมากเป็นแน่ใช่หรือไม่เจ้าคะ? วันก่อนบ่าวได้ยินนายหญิงเอ่ยว่าช่วงนี้เมืองหลวงมีคณะงิ้วใหม่มาเยือนสองคณะจะให้บ่าวเชิญมาแสดงให้ท่านดูที่จวนหรือไม่เจ้าคะ?”
คำพูดประจบสอพลอเช่นนี้ หากเป็นเจียงเสวี่ยหนิงในอดีต ต่อให้ไม่ยินดีจนหน้าชื่นตาบานก็ไม่ถึงขั้นโกรธเคืองจนแตกคอกันไปข้างหนึ่ง
ทว่าเจียงเสวี่ยหนิงในตอนนี้เล่า…นางจัดชายเสื้อคลุมสีเขียวปักดิ้นเงินลายต้นไผ่ด้วยท่าทีตามสบาย นั่งลงบนที่นั่งคนงาม[2]ตรงระเบียงทางเดินด้วยท่าทีเอ้อระเหย ต่อให้นางที่แต่งกายเป็นหนุ่มน้อยจะวาดคิ้วให้ดกหนา ก็ยังมิอาจปิดบังความงดงามได้ ใบหน้าแฝงกลิ่นอายของความหนักแน่นดุจขุนเขาท่ามกลางสายหมอก ประกอบด้วยเสน่ห์ยวนเย้าของกลีบบุปผาต้องน้ำค้าง
ทว่ามีเพียงรอยยิ้มซึ่งประดับบนริมฝีปากที่แฝงความเย็นชา
เจียงเสวี่ยหนิงเลื่อนสายตาไปยังข้อมือของหวังซิ่งจยา แสร้งทำทีเป็นสงสัยใคร่รู้ “กำไลที่อยู่บนข้อมือหมัวมัว[3]วงนี้งดงามจริงๆ เพียงแต่เห็นแล้วก็รู้สึกคุ้นตาเล็กน้อย ช่าง