“พวกตาแก่มักแกล้งเล่าเรื่องพิสดารในห้องดับจิตให้ฟังเสมอ เจตนาก็เพื่อให้เราเกิดความหวาดกลัว ดังนั้น เสียงประหลาดเมื่อครู่ต้องเป็นฝีมือกลั่นแกล้งของพวกมันแน่! ใช่แล้วเราไม่ควรเสียขวัญกับเรื่องแค่นี้ ในห้องดับจิตไม่มีอะไรเลยนอกจากศพ! เฮ่อะ! โลกนี้ไม่มีซอมบี้หรือวิญญาณอาฆาตอยู่จริงสักหน่อย!” หลังจากรถไฟใต้ดินแล่นมาถึงสถานีท่าเรือตอนใต้ของแม่น้ำทัสซอค ไคลน์เช่ารถม้าส่วนตัวเพื่อมุ่งหน้าไปยังสุสาน‘ออสตัน’ หนึ่งในความดูแลของโบสถ์จักรกลไอน้ำภายใต้ความมืดมิดของท้องฟั้ายามพลบค่ำ ราวกับต้นไม้รอบตัวกำลังแยกเขี้ยวฝนเล็บ ลำต้นสูงตระหง่านแผ่กิ่งก้านบดบังแสงแดดสุดท้ายของวัน ประหนึ่งสัตว์ประหลาดจากเงามืดคอยจ้องทำร้ายผู้คนผ่านไปมาหลังจากคนขับรถม้ารับเงิน สี่ซูลจากมือไคลน์ มันชำเลืองไปทางสุสานเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาพึมพำ“ผมต้องรอไหม?”
“ไม่ต้อง ผมแค่มาหาเพื่อน” ไคลน์อธิบายเหตุผลส่งเดช ทันใดนั้น สีหน้าของคนขับรถม้าพลันขาวซีดตรงนี้คือสุสาน…มาหาเพื่อน…มืดสนิท…ราวกับคนขับรถม้ากำลังได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมครามไคลน์เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีบางสิ่งไม่ถูกต้อง มันกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้ม“เพื่อนผมเป็นสัปเหร่อ”คนขับรถม้าถอนหายใจยาว แต่ไม่คิดอยู่ต่อนานกว่านี้ มันรีบฟาดแส้ใส่ม้า เผ่นหายไปในความมืดอย่างรวดเร็วไคลน์เดินวนเวียนภายในสุสาน รอจนกว่าท้องฟั้าด้านบนจะมืดสนิทเมื่อค่ำมืด ปริมาณควันและฝุั่นในบรรยากาศเริ่มลดลง ม