หนักได้ว่าสิ่งที่กำลังมองเห็นไม่ได้เกิดจากร่างจริง สติพลันถูกดึงกลับร่างหลักอีกครั้งซู่ว!หมอกสีเทาจางหายไป การมองเห็นรอบตัวกลับเป็นปรกติไม่หลงเหลือภาพของสิ่งมีชีวิตเลือนรางที่ระบุสายพันธุ์ไม่ได้เมื่อครู่
ห้องแปรธาตุยังคงเป็นห้องแปรธาตุแต่สมองของไคลน์กำลังหมุนเคว้งราวกับถูกมือมนุษย์กวนขยำ สายตาที่เคยคิดว่ากลับเป็นปรกติแล้ว ได้เกิดภาพทับซ้อนจนเริ่มพร่ามัว โสตประสาทกึกก้องด้วยเสียงกระซิบที่แจ่มชัด“โฮนาซิส… เฟรเกีย… โฮนาซิส… เฟรเกีย”ขณะไคลน์กำลังเจ็บปวดดุจดังถูกกรีดแทงบริเวณหน้าผากมันพยายามควานหาต้นตอเพื่อระบายความรู้สึกอึดอัดออกไปชายหนุ่มขมวดคิ้วชนกันพลางออกแรงสะบัดศีรษะ“การมองเห็นผิดเพี้ยนใช่ไหม? กำลังได้ยินในเสียงที่ไม่เคยได้ยินใช่ไหม?”ลุงนีลล์กล่าวพร้อมกับเดินมายืนด้านข้างด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย“ใช่ครับมิสเตอร์นีลล์ ผมควรทำอย่างไร?”ขณะฝืนเค้นเสียงถาม ไคลน์พยายามข่มความบ้าคลั่งที่เกิดขึ้นลุงนีลล์หัวเราะ
“นี่คือผลจากการรั่วซึมของพลังโอสถ เจ้ายังไม่เข้มแข็งพอจะควบคุมมันได้ทั้งหมด… เอาล่ะ ทำตามที่ฉันบอกจินตนาการภาพวัตถุสักชนิดขึ้นในสมอง ไม่ต้องซับซ้อนเกินไปนัก”ไคลน์รีบนึกภาพหมวกผ้าไหมสีดำทรงกึ่งสูงที่ตนเพิ่งซื้อชายหนุ่มพยายามจินตนาการถึงรูปทรงและสัมผัสของมัน“เพ่งสมาธิทั้งหมดไว้ที่วัตถุดังกล่าว ทำซ้ำจนกว่าภาพของวัตถุจะชัดเจนที่สุด เสมือนจริงที่สุด… เป็นอย่างไรบ้าง ดีขึ้นรึยัง?”เสียงของลุงนี