ร่ตรองครู่หนึ่ง ไคลน์ตัดสินใจเดินออกจากห้องสวดพร้อมกับไม้ค้ำและหนังสือพิมพ์ในมือเข้ามาแบบไหนก็ออกไปแบบนั้น แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นในวินาทีที่ใบหน้าปะทะแสงแดดด้านนอก ความรู้สึกถูกจับตามองพลันหวนกลับคืนราวกับเหยื่อที่รับรู้ว่าพญาเหยี่ยวบนท้องฟั้ากำลังจ้องเขม็งทันใดนั้น มันผุดคำถามใหม่ในใจเหตุใด ‘ผู้จับตามอง’ ถึงไม่ตามเข้าไปภายในวิหาร? ตนอาจใช้ทางลับไปหาเหยี่ยวราตรีจนคลาดสายตาได้ก็จริง แต่ถ้าเป็นห้องสวดภาวนาก็พอจะเข้าได้ไม่ใช่หรือ?
บางทีผู้จับตามองอาจเป็นอาชญากรที่เคยกระทำผิดร้ายแรงจนได้รับหมายจับ… หรืออาจเป็นผู้วิเศษที่บิชอปและนักบวชด้านในจดจำใบหน้าได้และหากเป็นเช่นนั้น ตัวตนผู้จับตามองจะหากไกลจาก‘นักสืบเอกชน’ มาก…ไคลน์ถอนหายใจยาวสุดปอดก่อนจะเดินไปบนถนนด้วยสีหน้าเรียบเฉย ปราศจากอาการตื่นตระหนกเหมือนก่อนหน้าเพียงไม่นานก็มาถึงถนนซุตแลนไคลน์เดินเข้าไปในอาคารทรงโบราณหลังหนึ่งที่กำแพงมีรอยด่างดำ บ้านเลขที่ 3 ชื่อเต็มของที่นี่คือ ‘สโมสรยิงปืนซุตแลน’เป็นส่วนหนึ่งของกรมตำรวจ ใต้ดินเปิดเป็นลานซ้อมยิงปืนเพื่อหารายได้และฝึกฝนบุคลากรไปในตัวความรู้สึกถูกจับตามองหายไปอีกครั้งหลังจากเดินเข้าไปด้านในอาคาร ไคลน์ไม่รีรอ มันแสดงตราหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่เจ็ดทันที่
หลังจากยืนยันตัวตน เจ้าหน้าที่นำทางลงมายังห้องใต้ติดที่ค่อนข้างคับแคบห้องยิงปืน“เปั้าสิบเมตรครับ”ไคลน์แจ้งเจ้าหน้าที่ขณะชักปืนลูกโม่ออก