งในยามค่ำคืน ผสมผสานจนบรรยากาศภายในวิหารค่อนข้างลึกลับและเงียบสงบความรู้สึกถูกจับตามองหายไป ไคลน์แสร้งทำหน้านิ่งพลางเดินตรงไปยังประตูห้องสวดภาวนาที่บุคคลภายนอกเข้าออกได้ตลอดเวลาภายในห้องไม่มีกระจกสูงเหมือนด้านนอก บรรยากาศอึมครึมและมืดกว่าเล็กน้อยแต่ห้องก็มิได้มืดสนิท ณ ผนังด้านบนเหนือแท่นบูชาทรงโค้งที่ตั้งในจุดลึกสุด ตรงข้ามกับประตูทางเข้าพอดิบพอดี บริเวณ
ดังกล่าวมีรูโหว่ขนาดกำปันมนุษย์ราวยี่สิบจุด ปล่อยให้แสงแดดเล็ดลอดเข้ามามอบความสว่างกับผู้คนภายในห้องสวดภาวนาเจตนาก็เพื่อให้มองเห็นดวงดาวอันศักดิ์สิทธิ์และบริสุทธิ์ผุดผ่องส่องระยิบระดับยามค่ำคืน เหตุผลก็ไม่ซับซ้อน สถานที่แห่งนี้เคารพบูชาเทพธิดารัตติกาลซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งกลางคืนแม้แต่คนอย่างไคลน์ก็ไม่คิดลบหลู่ดูหมิ่นเทพ มันตัดสินใจก้มศีรษะลงเล็กน้อยอย่างนอบน้อมขณะบิชอปเทศนาธรรมด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน ไคลน์เดินหาที่นั่งอย่างเงียบงันไปบนทางเดินกลางห้องที่แบ่งม้านั่งไม้ออกเป็นสองฝังซ้ายขวาอย่างเท่าเทียม ก่อนจะตัดสินใจนั่งลงบนเก้าอี้ยาวในจุดใกล้กับทางเดินไม้ค้ำในมือซ้ายถูกบรรจงวางพิงพนักด้านหน้า ไคลน์ถอดหมวกออกวางไว้บนตักพร้อมกับหนังสือพิมพ์ ก่อนจะโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ศีรษะก้มลงและประสานมือซ้ายขวาเข้าหากันทุกการกระทำเป็นไปอย่างไม่เร่งร้อน ท่าทีคล้ายคลึงกับผู้ที่ตั้งใจมาสวดภาวนา
เมื่อมีทางเลือกไม่มากนัก ไคลน์หลับตาลงดำดิ่งเข้าสู่ค