เด็กน้อยที่เคยมองแม่ด้วยความหวัง เมื่อเห็นแม่พูดกับตัวเองด้วยท่าทีรังเกียจ ก็เงียบลงทันที น ้าตาคลอ ยื่นมือจับแม่พลางพูดเสียงเบาๆ อย่างประจบ “แม่ครับ ผมไม่กินเนื้อแล้ว แม่อย่าโกรธผมนะครับ”ฉีเหวินหยางกับลูกชายที่เดิมทีกำลังกินกันอย่างมีความสุข แต่พอเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันทีจะแบ่งเนื้อในชามของตัวเองออกไปบ้างก็เสียดาย เพราะเด็กข้างๆ ไม่ใช่ญาติอะไรกับตัวเอง ตัวเองยังหิวอยู่เลย จริง ๆ แล้วไม่อยากให้เขาเลยแต่ถ้าไม่ให้ เห็นสภาพเด็กแบบนี้ก็รู้สึกใจไม่ดีจู่ ๆ อันจิ่วเม่ยก็ลุกขึ้นดึงม่านระหว่างเตียงผู้ป่วยสองเตียงให้ปิดลง แยกกลิ่นหอมของเนื้อออกไปจากเด็กข้าง ๆ พร้อมกับกั้นเสียงแม่ที่กำลังสั่งสอนลูกน้อยไม่ให้ลอดเข้ามาแม้เด็กน้อยจะดูน่าสงสาร แต่เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือไม่เข้าไปยุ่ง เพราะทุกคนต่างมีชีวิตของตัวเอง และในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น เธอไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้ตัวเองฉีเหวินหยางกับลูกชายไม่ได้พูดอะไร พวกเขาเข้าใจดีว่าในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลนเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถใจดีหรือเอื้อเฟื้อเกินไปได้ การดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากความลำบากต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ทั้งครอบครัวจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ฉีหลิวเหว่ยซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บจำเป็นต้องพักผ่อนให้มาก ส่วนสองสามีภรรยาก็ตัดสินใจอยู่เฝ้าไข้ต่ออันจิ่วเม่ยจัดการวางของทั้งหมดที่เธอนำมาจากบ้านไว้อย่างเรียบร้อย