โชคดีที่เพ่ยอิงยังพอมีสติ บทเรียนจากการปะทะกันครั้งก่อนยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำ ทำให้ตอนนี้เธอไม่กล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับอันจิ่วเม่ยตรง ๆ แต่กลับวิ่งไปหลบหลังหลี่ถัง ราวกับลูกไก่ที่หลบอยู่ใต้ปีกแม่ไก่หลี่ถังชายหนุ่มที่ถูกเพ่ยอิงครอบงำความคิด จ้องมองอันจิ่วเม่ยด้วยสายตาแข็งกร้าว แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต“อย่าคิดแตะต้องภรรยาของผม!” เสียงตะโกนก้องกังวานด้วยความดุดัน ดุจสุนัขที่กำลังปกป้องอาณาเขตของตนหืม ? อันจิ่วเม่ยเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย ครั้งก่อนหลี่ถังก่อนยังทักทายเธออย่างเป็นมิตรอยู่ไม่ใช่หรอ?เธอเหลือบมองไปทางเพ่ยอิงที่กำลังหลบซ่อนกายอยู่หลังหลี่ถัง…ฮึ! คงถูกล้างสมองไปเรียบร้อยแล้วสินะ อันจิ่วเม่ยคิดอย่างเยียบเย็นช่างเหมาะสมกันดีจริงๆ คู่นี้ไม่อยากเสียเวลาโต้เถียงกับคนที่มีสติปัญญาเพียงไก่ตาบอด ยิ่งไม่อยากสนใจเพ่ยอิงที่ส่งเสียงดังยิ่งกว่าฟ้าร้อง เธอจึงดึงเจียลี่ที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังออกมา“บอกมา พวกเธอมาที่นี่ทำไมกัน? จะมาปล้นบ้านหรือไง?”น ้าเสียงเย็นเฉียบดังขึ้นอย่างไม่เป็นมิตร
เจียลี่พูดตามคำพูดที่แม่สั่งไว้ “ย่าบอกว่าที่บ้านเก่ามันหลังเล็กพวกเราอยู่กันไม่พอ จึงให้พวกเรามาอยู่ที่นี่ ย่าบอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน อาสามและอาสะใภ้สามจะดูแลพวกเราเป็นอย่างดีเหมือนลูกในไส้”เด็กสาวยกเอาย่าขึ้นมาอ้างราวกับเป็นโล่กำบังตัวเอ