เดี่ยมมา แล้วก็พี่ชายก็ไม่ใช่คนที่จะปล่อยอะไรไว้ด้วยนะ”
ยี่ซอลอาดูเหมือนกับว่าเธอไม่อาจจะเข้าใจเรื่องนี้ได้เลย
“แล้วนี่น้องจะพูดอะไรกันล่ะ?”
ยี่ซังจินได้ถอนหายใจออกมา
“…พี่สาว ผมก็ชอบพี่สาวแบบนี้นะ แต่บางครั้งพี่ก็ตื่นตูมไปหน่อย”
“…”
“ผมก็แค่หวังว่าเราจะไม่ล้ำเส้นไป”
ยี่ซังจินได้พึมพำออกมาในขณะที่ค่อยๆหลบตาออกไป
ยี่ซอลอาได้จ้องยี่ซังจินอยู่นานก่อนที่จะกลับไปนอนลงบนเตียง เธอได้ดึงผ้าห่มขึ้นมาจนคลุมหัวเธอ
“ผมก็แค่บอกว่าเราควรที่จะรีบแกร่งขึ้น ด้วยวิธีนี้เราจะได้รักษาจุดยืน และมีสิทธิ์มีเสียงขึ้นมาได้”
ยี่ซอลอาไม่ได้ตอบกลับมา
‘ฉันพูดมากเกินไปหรือเปล่านะ?’ ยี่ซังจินได้เกาหัวขึ้นมา
“พวกเราจะเป็นแบบนี้ตลอดไปไม่ได้ นี่คือพาราไดซ์”
ด้วยแบบนี้ยี่ซังจินก็ถอนหายใจยาว และปิดไฟลง
“…ฉันรู้”
เมื่อความมืดเข้าปกคลุมเสียงพึมพำเบาๆก็ดังออกมาจากผ้าห่ม
***
วันต่อมา
ซอลจีฮูได้ออกจากสำนักงานคาเพเดี่ยมในตอนประมาณช่วงบ่าย
เขาได้มาเจอมาเรีย
เมื่อเขาได้ขอเข้าพบที่แผนกต้อนรับ หญิงสาวนักบวชที่แผนกต้อนรับก็เผยสหน้าไม่เต็มใจ เธอได้รีบเดินไปเหมือนกับลูกหมูถูกลากไปเชือด จากนั้นก็กลับมาในเวลาไม่ถึงห้านาที
สิ่งหนึ่งที่ควรรู้ก็คือผมที่เรียบร้อยของเธอได้ยุ่งเหยิงขึ้นมา
“ฉะ ฉันบอกเธอแล้ว”
“ผมเข้าไปได้ไหม?”
ก็ได้… แต่ว่าฉันแนะนำว่าอย่าเลย… แต่ก็ทำตามใจเถอะนะ”
นักบวชได้หลบสายตาของเขา
ดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ แต่ว่าซอลจีฮูก็