ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หยุนหมิง ได้เฝ้าสังเกต หลู่ชางเฉิง
“นี่คืออาจารย์ของฝ่าบาทใช่หรือไม่”
ในช่วงเวลานี้ หยุนหมิง สังเกตทุกการเคลื่อนไหวของ หลู่ชางเฉิง ในความมืดนับครั้งไม่ถ้วน
ต้องการทราบรายละเอียดของเขา
อย่างไรก็ตาม หลังจากการเฝ้าสังเกตเหล่านี้ หยุนหมิง เริ่มไม่เข้าใจ หลู่ชางเฉิง มากขึ้นเรื่อยๆ
เข้านอนทุกวันโดยไม่ได้ฝึกซ้อม และยากมากที่จะลุก และค่อยตื่นจนกว่าจะเที่ยง!
หลังจากลุกขึ้น ไม่จักรพรรดินี ก็ เย่ ชิวไป่จะถูกสั่งให้ทำอาหาร
กินเสร็จแล้วก็นอนบนแคร่ไม้ไผ่ที่แดดส่องถึง ข้างเก้าอี้มีโต๊ะไม้เล็กๆวางผลไม้วิญญาณต่างๆ…
ลุกขึ้นไปรดน ้าสิ่งที่เรียกว่า “แปลงผัก” พร้อมพรวนดิน…
และแล้ว…ก็ได้เวลาอาหารเย็นแล้ว ไปกินข้าวเย็นกันต่อ
หลังอาหารเย็น ก็ไปเดินเล่นที่สำนักเพื่อหาอะไรกินเล่น
เสร็จก็กลับไปนอน…
วันแล้ววันเล่า สัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่า
หยุนหมิงรู้สึกโง่เขลา นี่มันแตกต่างจากความคิดของเขาอย่างสิ้นเชิง!
เป็นอาจารย์ของท่านจักรพรรดินี.
อย่างน้อยเจ้าก็ต้องเป็นชายชราที่เป็นอมตะใช่ไหม?
ยิ่งกว่านั้น เจ้าต้องไปปลีกวิเวกเป็นคราว ๆ ไป หรือประสบความวิบัติเป็นคราว ๆ ไป
มิฉะนั้นทักษะวิชาที่น่าตกใจบางอย่างจะไม่ได้รับการพัฒนา
คนแบบนี้เท่านั้นที่สมควรเป็นอจารย์ของฝ่าบาท!
แต่หลู่ชางเชิงคนนี้เป็นอย่างไร
ไม่เคยบ่มเพาะ กินและนอน นอนและกิน เดินเล่นและดื่มน ้า
สิ่งนี้เรียกอะไร?
นี่มันปลาเค็มไม่ใช่เหรอ!
ในตอ