มิต้องขึ้นไปแล้ว เจ้าเทียบระดับสองคนนั้นมิได้หรอก”
“ตาเฒ่า เงียบปากไปเลย”
เหมียวเสียเดินออกจากท้องเรือ นางประมาณเวลาแล้วจงใจหยุดการฝึกฝน รีบออกมาดูการต่อสู้
ใบหน้าของเหมียวจิ่งดำคล ้า นับแต่เจียงผิงอันปรากฏกาย บุตรีเขาก็ด่าเขาบ่อยกว่าเดิมนัก
“ข้าเรียกเจียงผิงอันกลับมาก็เพราะเห็นแก่หน้าเขาหรอกนะ หากเขาขึ้นไปยามนี้ ก็มีแต่เสียหน้าเปล่า”
“เสียหน้าเปล่า? ไม่เสมอไป ชายที่ข้าฝึกฝนมากับมือไม่มีทางกลายเป็นแค่ตัวประกอบหรอก อย่างน้อย ๆ เขาก็ต้องอยู่ในระดับที่เอาชนะภาพฉายบนขั้นที่เจ็ดได้นั่นแหละ”
เหมียวเสียยกสองแขนกอดอกทะลักล้น สายตาที่มองมายังเจียงผิงอันเปี่ยมความเชื่อถือ
“เขาสามารถพอขึ้นถึงขั้นเจ็ดได้หรือ?”
ใบหน้าของเหมียวจิ่วเผยเค้าประหลาดใจ เขามิอาจเชื่อได้เลย
การเอาชนะภาพฉายบนขั้นบันไดที่เจ็ดได้หมายความว่า เจียงผิงอันมีพลังต่อสู้ขั้นสูงสุดในระดับ
เซียวเฟิงและโอวหยางลั่วเสวี่ย สองคนนี้เป็นบุคคลพิเศษ จึงเอาชนะภาพฉายบนขั้นบันไดที่แปดได้
ตัวตนอันดับหนึ่งของขุมกำลังใหญ่อื่น ๆ ก็พิชิตได้ประมาณขั้นเจ็ดนี่แหละ
หากเจียงผิงอันสามารถเช่นนั้นจริง ๆ ขึ้นไปท้าทายสักครั้งก็ไม่น่าอาย
แต่เจียงผิงอันทำได้ถึงระดับนั้นจริง ๆ หรือ? เห็นได้ชัดว่าไม่น่า
ยามเผชิญคำถามจากบิดา เหมียวเสียคร้านเกินอธิบาย พูดเพียงว่า “ดูได้เลย”
นางประมือกับเจียงผิงอันมาหลายเดือน รู้ฝีมือเจียงผิงอันดีกว่าใคร
เจียงผิงอันเมินเสียงทั้งห