“เจ้าเฒ่าเน่าหนอน! ไม่ไยดีศิษย์ตัวเองบ้างหรือไร?”
เหมียวเสียเห็นบิดาตนปฏิเสธก็เดือดดาลจนควันแทบออกหู
“ข้ารับศิษย์ทำไม เจ้ามิใช่รู้แก่ใจอยู่แล้วหรือ? ใครบอกให้ข้ารับศิษย์เล่า?”
เหมียวจิ่งไม่ไว้หน้าบุตรีตนสักนิด “เจ้าให้เจียงผิงอันไปชมศึกได้แต่ลืมเรื่องเข้าร่วมศึกไปได้เลย ขึ้นนาวาเซียนมา เตรียมออกเรือได้”
“หนึ่งชั่วละเลียดชา”
เจียงผิงอันซึ่งเงียบมาตลอดพลันปริปาก
ทุกสายตาหันมองเจียงผิงอันเป็นตาเดียว
เจียงผิงอันกล่าว “ผู้อาวุโสทุกท่าน ขอเวลาศิษย์หนึ่งชั่วละเลียดชา โปรดให้ศิษย์ได้ท้าทายอันดับสิบของขั้นต้นระดับเขตแดนด้วยเถิด”
“หากศิษย์ชนะ ก็เท่ากับศิษย์เหมาะสมแก่การเข้าร่วมการประลองมากกว่า แต่หากชนะมิได้ ก็ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วละเลียดชามิถ่วงเวลาทุกท่าน”
“หนึ่งชั่วละเลียดชา?”
สีหน้าปวงชนพลันแปรเปลี่ยนพิกล คิดจะเอาชนะผู้ฝึกตนอันดับสิบของสำนักในเวลาเพียงชั่วละเลียดชาเนี่ยนะ?
กระทั่งให้ศิษย์อันดับห้าหรือหกไปท้าทายอันดับสิบ ศึกยังไม่มีทางจบไวเพียงนั้นเลย
นี่เรียกว่าทะนงตนมิได้แล้ว ฝันกลางวันชัด ๆ
พวกเขาเคยคิดว่าเจียงผิงอันเป็นศิษย์ผู้สุขุมหนักแน่นยิ่ง แต่ยามนี้ดูจะมิใช่เช่นนั้นแล้ว
“ครึ่งชั่วละเลียดชาเลยเอ้า!”
เหมียวเสียผู้กำลังขุ่นเคืองหั่นเวลาลงครึ่งหนึ่ง
เจียงผิงอัน “…”
คนสู้ไม่ใช่เจ้านะ
“ได้ ข้าจะสู้”
ผู้ฝึกตนชายอันดับสิบของขั้นต้นระดับเขตแดนเดินออกมา เขาเหน็บกระบี่ยาวสีชาดไว้ที่เอว หลัง