ผิงอันเกร็งตัวอย่างระแวดระวังยิ่ง ก็เอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยน “ทำตัวให้สบายเถิด ที่นี่เจ้าจะปลอดภัย ไม่มีใครกล้าลงมือกับเจ้าหรอก กระทั่งผู้อาวุโสยังทำอะไรศิษย์สำนักมิได้เลย”
พูดจบ หวังหยางก็เดินจากเข้าค่ายกลเคลื่อนย้ายไป หอคอยเซียนใหญ่โตเกินไป หากจะเร่งเดินทางก็ต้องใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย
เจียงผิงอันมองไปรอบ ๆ เห็นศิษย์มากมายตั้งแผงลอยซื้อขายแม้ผู้ฝึกตนเหล่านี้จะมีการฝึกฝนไม่สูง พวกเขายังกล้านำอาวุธวิเศษขอบเขตสูงกว่าตัวเองมาวางขาย ไร้การต่อสู้แย่งชิง สุดแสนเป็นมิตรสมานฉันท์
ไม่นานนัก เจียงผิงอันก็ทราบสาเหตุ ทุกซอกมุมที่นี่มีศิลาบันทึกเงา บันทึกสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่
นอกจากนั้น ยังมีเวรยามเดินตระเวน การรักษากฎระเบียบดียิ่ง
ขณะนั้นเอง หนึ่งเสียงเย็นเยียบดังขึ้นกระทบโสตเจียงผิงอัน
“อย่าคิดว่าเจ้ามีคนคุ้มกะลาหัวแล้วข้าจะทำอะไรเจ้ามิได้นะ เราจะได้เห็นดีกัน!”
เจียงผิงอันหันกลับไปมอง และพบสามคนนั้นอีกแล้ว
ชายผู้เดินนำหน้าสวมอาภรณ์หรูหรา เส้นผมหยักศกสีน ้าตาลสัมผัสปราณขอบเขตมหายานได้ชัดเจน นี่เป็นผู้ฝึกตนจากภพบุกเบิกคนหนึ่ง
เพราะคนผู้นี้มาปรากฏตัว กู้ไป๋หลิงจึงลงมือกับเขา
คนผู้นี้น่าจะเป็นตัวการ
ชิวหยวนจ้องเจียงผิงอันอย่างไร้อารมณ์ เขาไม่ชอบปล่อยภัยคุกคามทิ้งไว้ เขาต้องหาโอกาสจัดการกับอีกฝ่าย แต่ยามนี้เขาต้องไปจากที่นี่ ไปฝึกฝนที่ภพเซียนก่อน
“อั้ก!”
จู่ ๆ เจียงผิงอันก็พ่นเลือดจากปาก ทรุดลงกองกับพ