Match Report & Analysis
แก้ตรงไหนก่อน : บราซิลผิดพลาดตรงไหนในฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 ?
หมดราคาแชมป์โลก 5 สมัย สำหรับบราซิล หลังพ่ายให้ นอร์เวย์ 1-2 ในแบบที่รูปเกมเป็นรอง โดยเฉพาะการครองบอลที่ต่างกันถึง 34 : 66 เปอร์เซ็นต์
นี่ยังเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 36 ปีที่พวกเขาต้องจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย หลังครั้งล่าสุดต้องย้อนกลับไปในฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลี
เหตุใด บราซิล จึงดูเข็นไม่ขึ้นขนาดนี้ พวกเขาผิดพลาดตรงจุดไหน ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกัน
อันที่จริง บราซิล ก็ทรงไม่ดีมาตั้งแต่รอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 2026 ความพ่ายแพ้ที่มากถึง 4 เกม รวมถึงการบุกไปพ่ายคู่ปรับอย่าง อาร์เจนตินา 4-1 ในเดือนมีนาคม 2025 ทำให้สมาคมฟุตบอลบราซิล หรือ CBF จำเป็นต้องดึงตัว คาร์โล อันเชล็อตติ มากอบกู้สถานการณ์
เขาทำได้ไม่เลว เมื่อพา “แซมบ้า” คว้าชัยได้ถึง 10 นัด เสมอและแพ้แค่ 3 จาก 16 เกม พร้อมพา บราซิล เข้ามาเล่นในรอบสุดท้าย ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2026 ได้สำเร็จ
แต่ดูเหมือนว่ายังไม่พอ เพราะสุดท้าย บราซิล ต้องโบกมืออำลาทัวร์นาเมนต์ที่อเมริกาเหนือแค่รอบ 16 ทีม หลังพ่ายให้กับ นอร์เวย์ ไป 1-2 จอดป้ายในรอบนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 36 ปี
แล้วปัญหาแท้จริงอยู่ตรงไหน?
จุดแรกที่อาจต้องตั้งคำถามตัวโตๆ คือพื้นที่ที่ บราซิล เคยแข็งแกร่งมากที่สุด รวมถึงผลิตผู้เล่นระดับเวิลด์คลาสออกมาประดับวงการได้มากมาย นั่นก็คือแผงมิดฟิลด์
จากสถิติในเกมกับ นอร์เวย์ พบว่ากองกลางของพวกเขาไม่สามารถผ่านบอลสู้ นอร์เวย์ ได้เลย โดยมีสถิติจ่ายบอลสำเร็จเพียงแค่ 279 ครั้ง คิดเป็น 84 เปอร์เซ็นต์ ต่างกับคู่แข่งที่ผ่านบอลสำเร็จ 618 ครั้ง หรือราว 91 เปอร์เซ็นต์
Getty Images
ย้อนกลับไปวันที่ อันเชล็อตติ เข้ารับตำแหน่ง สิ่งแรกที่เขาทำคือเรียก คาเซมิโร ที่ร้างจากทีมชาติไปเกือบ 1 ปีครึ่งมาติดทีม
แน่นอนว่าเขายังมีข้อดีอยู่บ้าง ทั้งประสบการณ์ และช่วยให้การเล่นของทีมมีรูปแบบมากขึ้น ส่งผลให้ บรูโน กิมาไรส์ มีอิสระในการเล่น รวมไปถึงลูกโหม่งที่เป็นทีเด็ดของอดีตกองกลาง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แต่จุดอ่อนของ คาเซมิโร คือการเล่นในพื้นที่เปิด ความเชื่องช้าของเขาทำให้วิ่งไล่บอลไม่ทัน ซึ่งเห็นได้ในนาทีที่ 2 ที่ นอร์เวย์ ทำประตูได้ แม้จะถูกริบคืนเพราะล้ำหน้าก็ตาม
ปัญหาดังกล่าวทำให้ บราซิล เลือกที่จะถอยลงไปรับลึก เพื่อปิดพื้นที่ด้านหลัง ส่งผลให้ นอร์เวย์ ได้มีโอกาสครองบอล ต่อบอลไปมาแบบไม่กดดัน จนทำให้ขุนพลไวกิ้งยิ่งเล่นยิ่งมั่นใจ
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าการหายไปของ ลูคัส ปาเกตา ที่เจ็บจากเกมพบญี่ปุ่น ส่งผลต่อบราซิลในนัดนี้ อันเชล็อตติ สารภาพว่าไม่มีนักเตะคนไหนที่จะแทนเขาได้เลย ขณะที่ กาเบรียล มาร์ติเนลลี ที่ได้ลงในตำแหน่งนั้น ก็ดูจะอันตรายจากจังหวะสวนกลับเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ดีนี่คือส่วนปลายของยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อ 1 เดือนก่อน ทันทีที่ อันเชล็อตติ ประกาศรายชื่อ 26 ผู้เล่น ก็เกิดคำถามตัวโตๆ โดยเฉพาะการเรียกกองกลางมาติดทีมเพียง 5 คน (บวก 1 คน ที่เรียกมาแทนผู้เล่นเจ็บ) กับทัวร์นาเมนต์ที่เข้มข้นและเตะกันอย่างต่อเนื่องอย่างฟุตบอลโลก
มันตลกร้ายที่ บราซิล ยุคนี้ สามารถผลิตกองหน้าริมเส้นได้มากมาย แต่กลับขาดแคลนมิดฟิลด์ระดับคุณภาพ ที่สามารถยกระดับเกม ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขามีผู้เล่นอย่าง โรนัลดินโญ, ริวัลโด้ หรือ กาก้า
ในทางกลับกัน กองหน้าที่เรียกมาล้นทีม ไม่น้อยที่มีปัญหาเรื่องการจบสกอร์ หลายครั้งที่พวกเขามีจังหวะจะแจ้ง แต่กลับปิดไม่คม จนกลายเป็นหอกย้อนมาทิ่มตัวเองเหมือนในเกมกับ นอร์เวย์
แต่สิ่งที่มองข้ามไม่ได้มากที่สุดคือความโรยราของผู้เล่นตัวหลัก แน่นอนประสบการณ์ก็สำคัญ แต่บราซิลชุดนี้ดูจะพึ่งพาผู้เล่นตัวเก๋ามากเกินไปใน 11 ตัวจริง โดยในแผงหลังมีถึง 4 จาก 5 คนที่อายุเกิน 30 ปี
หรือแม้แต่นักเตะที่อยู่ข้างสนามอย่าง เนย์มาร์ ก็เต็มไปด้วยข้อถกเถียงว่าเขาควรได้มาเล่นในฟุตบอลโลกครั้งนี้หรือไม่ แม้ว่า อันเชล็อตติ จะยืนยันว่าเขาสมควรที่จะได้รับโอกาส
เขาแทบเล่นไม่ออกในเกมกับสก็อตแลนด์ จนดูเหมือนนักเตะที่เลิกเล่นไปแล้ว แต่มาลงเตะเกมการกุศล และมันก็ยิ่งน่าแปลกใจที่ อันเชล็อตติ ตัดสินใจใช้งานเขาในสถานการณ์ที่ต้องการประตูขึ้นนำ
การขาดความคล่องตัวในเกมลงมาเล่นเกมรับ ทำให้ เนย์มาร์ ต้องยืนเป็นกองหน้าตัวกลาง และทำให้ วินิซิอุส จูเนียร์ และ เอนดริค ต้องถ่างออกไปด้านข้าง และถอยลงต่ำ และยิ่งห่างไกลจากหน้าปากประตูมากขึ้น
การยืนตำแหน่งแบบนี้ ทำให้พื้นที่เปิดมากขึ้น จนทำให้ นอร์เวย์ สามารถส่งบอลให้ เออร์ลิง ฮาลันด์ ได้ง่ายขึ้น จนกลายมาเป็นที่มาของประตูออกนำและปิดกล่องของ นอร์เวย์ ในนาทีที่ 79 และ 90
Getty Images
แม้ว่าสุดท้าย เนย์มาร์ จะปิดฉากฟุตบอลโลก 2026 ด้วยประตูจากจุดโทษ แต่แทนที่เอาบอลไปเริ่มเล่นใหม่ เพื่อต่อลมหายใจ เขากลับไปมีปัญหากับ ออร์ยาน นีลันด์ โกลคู่แข่งจนเสียเวลาไปหลายนาที
ความล้มเหลวของ บราซิล ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ จึงเป็นคำถามว่าหรือนี่จะเป็นจุดจบของแชมป์โลก 5 สมัย แน่นอนว่าหลายคนมีสิทธิ์คิด แต่สำหรับ อันเชล็อตติ นั้นไม่ใช่
“ผมไม่คิดว่านี่คือจุดจบ ผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นของวัฎจักรใหม่” อันเชล็อตติ กล่าวหลังเกมกับ นอร์เวย์
“สิ่งที่ผมพูดได้ สิ่งที่เราทำได้ และสิ่งที่เรากำลังทำ คือการทำงานหนักต่อไปเพื่อทีมชาติ พยายามแก้ไขและหาไอเดียใหม่ๆเข้ามา”
“ผมคิดว่าเราทำได้ดี แต่นี่คือฟุตบอล นี่คือกีฬา คุณแค่ต้องรับมือกับมันให้ได้ รับมือกับความเสียใจและรสชาติของความพ่ายแพ้”
“ผมคุ้นเคยกับสิ่งนี้มากๆ และเราต้องจัดการให้ได้ เราจะใช้มันเป็นพลังในการก้าวต่อไป”
สิ่งที่อุ่นใจได้คือ อันเชล็อตติ ยังมีสัญญาระยะยาวกับทีมชาติบราซิล จนถึงปี 2030 ทำให้เขายังมีเวลาที่จะต้องซ่อมหรืออาจจะต้องสร้างเรือลำใหม่ แทนที่ลำเดิมที่ใกล้อับปางเต็มที
และดูเหมือนว่าภารกิจสำหรับ 4 ปีข้างหน้าของ อันเชล็อตติ จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้
อินเนอร์มาเต็ม! รูนีย์, ฮาร์ท, ริชาร์ดส์ กอดคอร้องเพลง Wonderwall ร่วมกันในสตู
เนย์มาร์ วิ่งไปกระแทก โอเดการ์ด อีกทีหลังยิงตีไข่แตก แต่ยังดีมากอดขอโทษตอนจบเกม
Respect! แฟนแห่ชื่นชม วินิซิอุส แวะมาแสดงความยินดีกับ ฮาลันด์ ตอนสัมภาษณ์
บทความนี้เผยแพร่โดย FOOTBALLNEWS หากต้องการอ้างอิง กรุณาใส่ลิงก์ต้นฉบับ
ลิงก์ต้นฉบับ: https://wiki-live.com/worldcups/45.html
ความคิดเห็นจากผู้อ่าน