ข้างดีกับเขา เขาจึงต้องไว้หน้าอีกฝ่ายสักหน่อยอย่างช่วยมิได้
ชิวผิงเซิงชำเลืองเจียงผิงอันอย่างเฉยชา ก่อนจะหันกายเตรียมจาก
ขยะพรรค์นี้ไร้คุณสมบัติมาสู้กับเขาแม้สักนิด คู่ต่อสู้ของเขาล้วนเป็นอัจฉริยะในขอบเขตบูรณาการ
หากมิใช่กังวลว่าจะสร้างเรื่องใหญ่โต คงใช้พลังวิญญาณขยี้อีกฝ่ายตายไปแล้ว
“สุนัขนี่จะหนีหรือ?” เจียงผิงอันเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
ชิวผิงเซิงผู้กำลังจะจรจากชะงักเท้า หันศีรษะกลับมาทันที “วอนตายเสียแล้ว!”
เขาเพิ่งเคยถูกคนดูหมิ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต
เขาไม่อยากสนใจไอ้โง่นี่ แต่อีกฝ่ายก็ยังมาหาที่ตาย
หลี่หยงจื่อหงุดหงิดยิ่งกว่า ถลึงตามองเจียงผิงอัน “เจ้าจะทำอะไร!”
“ก็แค่ประลองเอง ประลองมิได้หรือ?”
เจียงผิงอันมองหน้าหลี่หยงจื่อตรง ๆ
หลี่หยงจื่อเห็นว่าแววตาของเจียงผิงอันไร้ความเคารพต่อเขา ในใจก็นึกโกรธ
ในฐานะผู้คุมกฎของศาลาเติงเซียนสาขาหลัก ศิษย์คนใดบ้างเห็นเขาแล้วไม่นอบน้อม สายตาเด็กนี่มันอะไร?
“ขัดขืนผู้คุมกฎ ลงโทษให้ไปนั่งหันหน้าเข้าผาสำนึกผิดสามเดือน!”
“ขัดขืนอะไร? ข้าแค่พูดเฉย ๆ แต่ผู้คุมกฎอย่างเจ้าใจแคบจนมิให้ศิษย์พูดสักนิดเลยหรือ?”
เจียงผิงอันยังคงมองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ ดวงตาเจือประกายดูแคลน
หลี่หยงจื่อถูกจี้ใจดำ และยามนี้ก็ยังถูกศิษย์มากมายจ้องมองหากเขาลงโทษคนผู้นี้ไม่ได้ หน้าตาศักดิ์ศรีเขาจะเหลืออะไร?
“ดูหมิ่นผู้คุมกฎ! สำนึกผิดสามปี! หากกล้าโต้แย้งอีก จะถูกขับออกจากสาขา!”
เจียงผิงอัน