ยังจะอ้าปาก แต่เฉียนฮวั่นโหรวรีบคว้าเขาไว้แล้วส่งสัญญาณบอกเขามิให้พูด
“ฮึ!”
หลี่หยงจื่อแค่นเสียงเย็น แล้วกล่าวกับพวกหลัวอีเฟย “ข้าจะชดใช้ทรัพยากรให้พวกเจ้าแต่ละคน เปลี่ยนเรื่องใหญ่เป็นเรื่องเล็กอย่าได้ถือสาเอาความต่อ และถือสาเอาความต่อมิได้เช่นกัน”
“ทำไมล่ะ! เห็นกันชัด ๆ ว่าเขาจงใจฆ่าคนนะ!” หลัวอีเฟยชี้ชิวผิงเซิงพลางตวาดอย่างโกรธเคือง
“ผู้ใดเห็น?” หลี่หยงจื่อหน้าบึ้ง
ทันทีที่วาทะถูกกล่าว ผู้ฝึกตนทั้งหลายที่มองอยู่พลันหายวับไปทันตา
บุตรเซียนล่วงเกินมิได้ เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องที่พวกเขาเข้าพัวพันไหว
“เรื่องบางอย่าง ตาเฒ่าผู้นี้ไม่อยากพูดซ ้า ไปคิดเอาเอง”
หลี่หยงจื่อโยนแหวนเก็บของวงหนึ่งให้กับหลัวอีเฟย ก่อนจะหันกายจรจาก
“ใครอยากได้สินชดเชยจากเจ้ากัน!”
หลัวอีเฟยขว้างแหวนเก็บของกลับไปอย่างเดือดดาล
พวกเขาทั้งสี่มองตามหลังของชิวผิงเซิงและหลี่หยงจื่อลับหายไปหัวใจเปี่ยมด้วยความไม่เต็มใจ
เดิมที ห้าคนมาด้วยกัน แต่ยามนี้เหลือเพียงสี่คนแล้ว
ช่างน่าอายนักที่มิอาจระบายความหดหู่ในใจได้
แม้พวกเขาจะมิได้สนิทสนมกับเฉิงฮั่นนัก แต่เรื่องเช่นนี้ก็น่าหงุดหงิดใจยิ่ง
หลัวอีเฟยใช้ยันต์สื่อสารเล่าเรื่องนี้แก่มารดานางหลัวซู่ ให้หลัวซู่แจ้งอาจารย์ของเฉิงฮั่น
ท้ายที่สุด พวกเขาก็แค่ขอให้พวกนางช่วยรักษาซาก และอย่าไปมีเรื่องกับชิวผิงเซิงอีก
ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ความตายของเฉิงฮั่นมิได้สร้างกระแสใด ๆ
ศิษย์ฝ่ายร