“มีสหายเพิ่มดีกว่าศัตรูเพิ่ม การฝึกฝนของเจ้าอยู่ระดับต ่าสุดของศาลาหลัก บอกข้าว่าจะผ่านด่านนี้ได้เช่นไร เจ้าจะได้มีปัญหาน้อยลง”
หยางเชาฉีผู้มีศีรษะและใบหูโตยืนตรงหน้าเจียงผิงอัน และยามเห็นคลื่นพลังจากกฎเกณฑ์ขั้นสามจากเจียงผิงอัน ใบหน้าของเขาก็เผยเค้าดูแคลน
“เจ้าขู่ข้าอยู่หรือ?”
เจียงผิงอันชำเลืองอีกฝ่ายเล็กน้อย
“เป็นคำขู่หรือถามฉันมิตร ขึ้นกับเจ้าจะเลือก”
หยางเชาฉีคลับคล้ายแผ่ปราณออกมา
เจียงผิงอันเมินเขา เดินไปหาชายชราตรงหน้าทันที
หยางเชาฉีเห็นเจียงผิงอันไม่ไว้หน้าตน สีหน้าก็หงิกงอ ดวงตาจ้องมองเจียงผิงอัน จดจำรูปลักษณ์ของอีกฝ่ายไว้
ไว้เข้าสู่ศาลาหลักแล้วเจอกันอีกเมื่อไหร่ อีกฝ่ายไม่มีทางได้อยู่เป็นสุขแน่นอน
เจียงผิงอันเดินมาหาทังเซี่ย นำแหวนเก็บของออกมาส่งให้อีกฝ่ายวงหนึ่ง
“ผู้อาวุโส เต๋าของข้าอยู่ในนี้ขอรับ”
“ตาเฒ่าผู้นี้ให้เจ้าพูด มิใช่ให้มาเล่นปาหี่ใบ้คำกับตาเฒ่าผู้นี้นะ”ทังเซี่ยกล่าวหน้าตาย มิคิดพินิจเลยว่าในแหวนเก็บของจะมีอะไร
“ผู้อาวุโสเห็น ก็จะทราบเองขอรับ” เจียงผิงอันกล่าวอย่างนอบน้อม
ทังเซี่ยเหลืออดเล็กน้อย เขารับแหวนเก็บของมา ส่งจิตสัมผัสเข้าตรวจสอบ แล้วความเย็นชาไร้อารมณ์บนใบหน้าก็สลายหายไปทันที
“อืม มิผิด เจ้ามีความเข้าใจต่อเต๋าอย่างลึกล ้า ความสำเร็จภายหน้าจะเลิศล ้าอย่างแน่นอน หากภายหน้าเจ้ามีสิ่งใดติดขัด ก็มาหาตาเฒ่าผู้นี้ที่ศาลาเซียนชั้นสามได้”
ทังเซี่ยโยนป้ายให้เจี