เท่าไหร่กัน?
พวกเขารู้สึกเสมอว่านางให้บรรยากาศเฉยชาสูงส่ง นอกจากความเฉยชาของนางผ่อนลงต่อหน้าเจียงผิงอัน ยามเผชิญหน้าคนผู้อื่น นางก็เหมือนศิลาก้อนหนึ่ง ไม่มีเค้าอารมณ์แปรผันใด ๆ เลย
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวต่อ “กุญแจการปลดค่ายกลคือหาเนตรค่ายให้เจอ ขอเพียงหาเนตรค่ายพบ การทำลายค่ายกลก็ไม่ยากแล้ว”
“หาเนตรค่าย? อันนี้ง่าย ข้ามีพรสวรรค์วิชาเนตร เห็นร่องรอยพลังได้”
เจียงผิงอันคุ้นเคยกับการมองหาเนตรค่ายกลมาก
“เช่นนั้นน่าจะไม่เป็นไร เข้าไปกันเถอะ”
เฉียนฮวั่นโหรวกับเจียงผิงอันชำเลืองกัน ก่อนจะเดินเคียงกันไปยังประตูสีดำ ย่างก้าวหนักแน่นมาดมั่น
ขณะมองตามหลังคนทั้งสอง เฉิงฮั่นและหลัวอีเฟยก็รู้สึกเหมือนพวกตนได้เข้าร่วมคณะอันเยี่ยมยอด
ทว่า คนทั้งสองจะทำสำเร็จหรือไม่ ก็มีแต่ต้องลงมือจริงแล้วจึงทราบชัด
เพราะถึงอย่างไร พวกท่าดีทีเหลวก็มีถมไป
คนทั้งห้าเข้าสู่ประตูสีดำ
แสงสว่างเรืองวาบ สิ่งที่ปรากฏเด่นในสายตาคือประตูสีดำสามบานอันนำสู่ทิศทางต่างกันไป มิอาจเห็นสิ่งที่อยู่ภายในได้
ด้านบนมีอักษรสีทองเขียนไว้ว่า ‘ทางปลอดภัยมีเพียงหนึ่ง’
คนทั้งสิบที่ล่วงหน้าเข้ามาหายไปแล้ว ประตูบานกลางถูกผลักเปิด
“มองออกหรือไม่ว่าประตูบานไหนปลอดภัยกว่ากัน?” หลัวอีเฟยมองซ้ายมองขวา หนักใจว่าจะไปทางใดดี
เฉียนฮวั่นโหรวกล่าวเบา ๆ “นี่คือบททดสอบ ไม่ว่าจะเข้าประตูบานใดก็มีอันตรายเหมือนกันหมดแหละ”
หลัวอีเฟยงุนงง “แล้วไฉนจึงทำมาตั้งสามปร