้าก็จะติดอยู่ที่นี่ มิอาจจากไปได้”
“ด่านแรก ค่ายกลพันวิกฤติ จงระวัง ค่ายกลนี้มีอันตรายถึงชีวิตยิ่งคนเข้าไปพร้อมกันมากแค่ไหน โอกาสกระตุ้นค่ายกลสังหารยิ่งสูงและจะยิ่งอันตราย”
“ในค่ายกล มิอาจใช้อาวุธวิเศษเกินกว่าขอบเขตของตนเองได้หากใช้ก็จะถูกตัดสิทธิ์”
“เริ่มได้”
ประตูสีดำตรงหน้าเปิดออก อำนาจอักขระประหลาดแผ่ออกมา
“ข้าเคยได้ยินถึงค่ายกลพันวิกฤติมาก่อน มันเป็นค่ายกลที่แข็งแกร่งมาก มีผู้ใดเชี่ยวชาญค่ายกลบ้างหรือไม่?”
โหยวเชียนชิวถือด้ายไหมวิญญาณในมือ ขณะหันมองไปรอบ ๆ
ไร้ผู้ใดตอบกลับ
ไม่มีผู้ใดที่นี่เชี่ยวชาญค่ายกล
“เช่นนั้นก็ได้แต่ระวังแล้ว ทุกคนระวังอย่ากระตุ้นค่ายกลด้วยนะ”โหยวเชียนชิวพูดเสียงเครียด
“รอเดี๋ยว”
เซินถูอี้ผู้เปี่ยมจิตสังหารพลันปริปาก
เซินถูอี้สวมอาภรณ์สีเทา ร่างของเขาคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือดฉุนเข้มซึ่งสะสมจากการเข่นฆ่ามากเกินไป
สายตาดุจงูพิษจ้องมายังเยี่ยอู๋ฉิง เฉียนฮวั่นโหรวและเจียงผิงอัน
“พวกเจ้าสามคนมากับเราไม่ได้”
“หมายความเช่นไร?” หลัวอีเฟยถามทันที
“ตามที่พูดเลย”
เซินถูอี้กล่าวหน้าตาย “พวกเขาสามคนยังไม่บรรลุขอบเขตบูรณาการ การรับรู้และปฏิกิริยา อะไรก็มิอาจตามเราทัน หากไปกระตุ้นค่ายกลเข้า ทุกผู้จะได้รับผลกันหมด”
ข้างตัวเขา หร่านหงเฉินเอ่ยปาก “ประมุขศาลาบอกให้ดูแลทั้งสาม และพวกเขาก็หาอ่อนแอไม่นะ”
“จริงอยู่ที่พวกเขาไม่อ่อนแอ แต่เราก็เสี่ยงมิได้เช่นกัน”
เซินถูอี้เอ่ยเสียง