ชายวัยกลางคนที่แลดูภูมิฐานสง่างามคนนี้ ไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นมู่หรงสุยเฟิง คณบดีสถานศึกษาหมอกเร้นลับ และยังดํารงตําแหน่งรองประมุขนิกายหมอกเร้นลับ! สิ้นคํากล่าวของมัน อวี่เชียนซานก็ป้องมือประสานไป เบื้องหน้าพลางโค้งเบาๆคราหนึ่ง ก่อนจะดึงร่างจากไป…
เรียกว่าในศาลากับนอกศาลามองแล้วก็หลงเหลือต้วนหลิงเทียนกับมู่หรงสุยเฟิงแค่ 2 คนเท่านั้น
“เจ้าเข้ามานั่งก่อน”
มู่หรงสุยเฟิงมองตวนหลิงเทียนที่ลอยร่างกลางหาวอยู่ไม่ไกลพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม และหลังจากต้วนหลิง เทียนเข้ามาในศาลาแล้ว เพียงโบกมือเบาๆคราหนึ่ง ก็ปรากฏเหยือกสุราพร้อมด้วยจอกเปล่า 2 จอกผุดจากความว่างตั้งอยยู่บนโต๊ะ
“คณบดี”
หลังต้วนหลิงเทียนป้องมือกล่าวคําทักทายมู่หรุงสุยเพิ่งจบ เขาก็นั่งลงบนโต๊ะในศาลาอย่างไม่เกรงใจ
พอเห็นท่าทางสบายๆของต้วนหลิงเทียน มู่หรงสุยเฟิงก็คลี่ยิ้มพึงใจออกมายังแลดูสดใสกว่าก่อนหน้านัก “ต้วนหลิงเทียน เจ้านับว่าถูกจริตข้าจริงๆ..กับคนอื่นอย่าว่าแต่นักศึกษาเลย กระทั่งอาจารย์ของสถานศึกษา ทั้งๆที่ข้าบอกให้นั่งลงแล้วแท้ๆ แต่พวกมันก็เอาแต่พิพิไรเกรงใจกล่าววาจาเวิ่นเว้อไม่เข้าเรื่อง…”
“เจ้าที่สบายๆไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิมน่ารําคาญ นับว่าดียิ่ง”
มู่หรงสุยเฟิงกล่าวออกจากใจ หาได้เสแสร้งแกล้งประชดแต่อย่างใด
“บ้านเกิดข้ามีคํากล่าวที่ว่า “เคารพมิสู้เชื่อฟังเจ้าบ้านเช่นท่านว่าอย่างไร แขกเช่นข้าก็เอาตามนั้น”