ด้านติงเหยียนเองที่ฟังจนอื้ออึงไปครู่หนึ่ง พอดึงสติกลับมาได้มันก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังร่าอย่างอดไม่ไหว “ฮ่าๆๆ เจ้าหนูที่เจ้าพูดนั่นหมายความว่าอะไร…เจ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้?”
“อาจารย์ซู ในเมื่อมันรับคำท้าข้าแล้ว ที่นี่คงสู้กันไม่ได้กระมัง แล้วพวกเราต้องไปสู้กันที่ใดหรือ?”
ต้วนหลิงเทียนไม่ได้สนใจฟังติงเหยียนแม้แต่นิดเดียว เพียงหันไปมองถามซูเฟิงหยางด้วยความสงสัย
ซูเฟิงหยางพยักหน้า “สู้ตรงนี้ไม่ได้ ต้องไปที่เวทีประลองด้านหลังโถง 10 ดาว”
“เอาล่ะ”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า จากนั้นก็เหลือบไปมองติงเหยียนผ่านๆ เอ่ยออกเสียงเฉย “หากเจ้าไม่คิดจะยอมแพ้…ก็ไปเวทีประลองที่ว่านั่นกับข้าเสีย”
สองตาติงเหยียนเผยประกายเยียบเย็นเรืองขึ้นวาบหนึ่ง “ในเมื่อเจ้าแส่หาความอัปยศและหาเรื่องเจ็บตัวนัก ข้าก็จักสงเคราะห์ให้!”
พอกล่าวจบ ติงเหยียนก็เดินนำลิ่วตัวปลิวไปทันที
ต้วนหลิงเทียนก็ติดตามไปไม่ห่าง
ด้านซูเฟิงหยางกับหลิวจินเองก็เดินตามไปต้อยๆ
และในขณะที่พูดคุยกันหน้าบ้านติงเหยียน ผู้คนมากมายในเขตหอพักระดับต่ำที่พักอู่ในบ้านลานใกล้เคียง ก็ทยอยกันออกมาชมดูเรื่องราว เดิมทีพวกมันก็ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องอะไร จนเมื่อออกมาดูแล้วได้ยินเสียงคุยหน้าบ้านติงเหยียน จึงรู้ว่าเป็นเรื่องอะไร
“เจ้าติงเหยียนมันโดนท้าประลองงั้นเหรอ?”
“ที่ท้ามันเป็นนักศึกษาใหม่นามต้วนหลิงเทียน ที่พึ่งผ่านการทดสอบประเมินวันนี้รึ?”