มิ่งฉีโหย่วแฝงไว้ด้วความดูแคลนถึงขีดสุด จากนั้นมันก็เริ่มคลี่ยิ้มเยียบเย็น “รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าผู้เฒ่าเสีย…หาไม่แล้วอย่าได้โทษว่าเท้าข้าผู้เฒ่าอำมหิต!”
พอกล่าวจบคำ เมิ่งฉีโหย่วก็เริ่มเคลื่อนไหว
“ขออาจารย์เมิ่งโปรดพิจารณาข้าน้อยด้วยเถอะ”
ชายวัยกลางคนยังคงคุกเข่าเอาหัวจรดพื้นอยู่ มันย่อมไม่เห็นความเคลื่อนไหวของเมิ่งฉีโหย่ว ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าหายนะกำลังจะมาเยือน เพราะคิดว่าเมิ่งฉีโหย่วเพียงกล่าวเล่นไปอย่างนั้น
ทว่าแทบจะพร้อมๆกันกับที่เสียงชายวัยกลางคนดังจบคำ
ในที่สุดเมิ่งฉีโหย่วก็หวดเตะออกมา
ปงงงง!!
ขณะที่เมิ่งฉีโหย่วหวดเตะออกมา พลังไฟอันน่ากลัวขุมหนึ่งก็ควบแน่นไว้ที่ปลายเท้า จากนั้นก็ปะทุออกมาปกคลุมร่างชายวัยกลางคนที่คุกเข่าบนพื้นเบื้องหน้าทันที
“อ๊า—!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นสั้นๆ…
จากนั้นเมื่อเพลิงที่ปะทุระเบิดออกมาจากลูกเตะของเมิ่งฉีโหย่วดับลง ชายวัยกลางคนก็อันตรธานหายไปจากสายตาผู้คน คงเหลือเพียงกลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งในศาลาสือสุ่ย…
ทั้งศาลาสือสุ่ยกลายเป็นเงียบสงัดลงทันใด
ผู้คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกเสียวซ่านที่หนังศีรษะ “ข้าได้ยินว่าผู้หลอมโอสถระดับเทพของตระกูลเมิ่ง เมิ่งฉีโหย่วผู้นี้ ตอนยังหนุ่มเคยขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาดและโหดเหี้ยมไม่น้อย แต่พอเดินเข้าสู่หนทางของผู้หลอมโอสถเทพ ชื่อเสียงเหล่านั้นก็เริ่มหายไป…มาวันนี้ได้เห็นกับตา ดูเหมือนยังคงดุดันไม่แปรเปลี่ยน”
“ดูเหมือนกาลเวล