ายังไม่อาจลบเลือนความดุร้ายของมันได้…”
หลายๆคนถึงกับลืมไปว่าตอนนี้เมิ่งฉีโหย่วเป็นผู้หลอมโอสถระดับเทพแล้ว เพียงนึกถึงสมัยที่อีกฝ่ายเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังเพราะการลงมือดุดันเด็ดขาดเรียกว่าสุดจัดในรุ่นขึ้นมา
ถึงแม้หลายๆคนจะคิดว่าการกระทำของชายวัยกลางคนนั้นไร้ยางอาย แต่แค่สั่งสอนบทเรียนให้อีกฝ่ายก็พอ เพราะสุดท้ายก็แค่อยากฝากตัวเป็นศิษย์ไม่ได้มีโทษถึงตายอะไร…แต่จังหวะนี้ใครเล่าจะกล้าพูด
ทว่าต้วนหลิงเทียนเพียงมองดูเรื่องราวด้วยความเฉยเมย
ทว่าไม่ต้องกล่าวถึงว่าในปัจจุบันเขายังไม่บรรลุถึงขอบเขตเทพ จึงไม่มีพลังพอที่จะหยุดการลงมือของอีกฝ่าย
ต่อให้เขามีความสามารถ เขาก็ไม่คิดสอดมือ
เพราะการกระทำของชายวัยกลางคนก็ทำให้เขาขยะแขยงเช่นกัน หากเขาเป็นเมิ่งฉีโหย่ว ถึงแม้อาจจะไม่ได้ลงมือเข่นฆ่าโดยตรง แต่ก็จะสั่งสอนบทเรียนให้อีกฝ่ายจำขึ้นใจ ไม่กล้าทำอะไรเลอะเทอะเช่นนี้อีกในภายภาคหน้า
“สหายน้อยหลิงเทียน”
เมิ่งฉีโหย่วก้าวเดินต่อมาถึงเบื้องหน้าต้วนหลิงเทียน ก่อนจะกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เมิ่งหยวนได้กล่าวบอกตัวตนของท่านแล้ว ข้าคือผู้หลอมโอสถระดับเทพของตระกูลเมิ่ง เมิ่งฉีโหย่ว”
“รบกวนผู้เฒ่าเมิ่งฉีโหย่วด้วย”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า จากนั้นก็เอ่ยถามออกมาตรงๆ “ว่าแต่หินเทพ 3,000 ตำลึง ข้าต้องให้ผู้เฒ่าเมิ่งเลยหรือไม่?”
“ให้ข้าได้เลย”
เมิ่งฉีโหย่วพยักหน้าพลางยิ้ม “ดูเหมือนสหายน้อยหลิงเทียน