ตลอดเดือนที่ผ่าน ต้วนหลิงเทียนก็ตระหนักได้ถึงงความกระจ้อยร่อยไร้สำคัญของตัวเอง เขาเชื่อว่าในบรรดาคนที่เหินร่างผ่านไป สมควรมีใครบางคนตรวจพบการคงอยู่ของเขาแน่นอน แต่แค่อีกฝ่ายไม่ได้สนใจเขา
เพราะในสายตาอีกฝ่าย เขาคงไม่ต่างอะไรจากมดตัวกระจ้อย
‘ให้ตายเถอะ ทรมาณจิตจริงๆ…นี่มันก็เดือนกว่าแล้ว จะไม่มีค่ายให้เห็นจริงๆหรือ?’
หลังผ่านไปหนึ่งเดือน แม้ร่างกายต้วนหลิงเทียนจะไม่ได้เหนื่อยล้าอะไร แต่ในแงง่ของจิตใจแล้วเขารู้สึกอ่อนล้านัก หากพบเจอสถานที่ปลอดภัยให้พักผ่อนล่ะก็ เขารู้สึกว่าตอนนี้เขาสามารถนอนแอ้งแม้งไม่ทำอะไรเพื่อพักผ่อนได้ถึง 2 ปี…
จิตใจอ่อนล้าต้องการพักอย่างแรง!
‘ขอให้เจอสักค่ายเถอะ…เจอเร็วหน่อยยิ่งดี’
ต้วนหลิงเทียนก็ยังคงใช้สองเท้าเดินทางงในระนาบสมรภูมิอ่างระแวดระวัง จิตใจเต็มไปด้วความตึงเครียดกังวลไปเสียทุกอย่าง ไม่กล้าผ่อนคลายความระวังแม้แต่นิดเดียว
พริบตาเดียว วันเวลาก็ล่วงเลยไปอีกครึ่งเดือน
และในวันนี้ ต้วนหลิงเทียนที่กำลังเดินทางอยู่ก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของอากาศและสายลมหอบหนึ่งที่พัดเข้ามาทางเขาด้วยความเร็วสูง ‘แย่แล้ว!’
แทบจะทันทีที่เขาร่ำร้องผิดท่าในใจ ร่างชราหนึ่งก็มาปรากฏตัวกลางอากาศเบื้องหน้าต้วนหลิงเทียน เป็นชายชราในชุดคลุมสีเขียว ผมยาวสีขาวอมเทา ใบหน้าแลดูอ่อนโยนมีเมตตา ดวงตาสีโคลนขุ่นมัวของอีกฝ่ายมองจ้องเขาด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง