ด้านหลิวเจี้ยนก็หยิบควักป้ายประจำตัวศิษย์อัจฉริยะของมันออกมา ก่อนจะยกเลิกพันธะโลหิต ทั้งใช้พลังประคองยื่นส่งให้อาวุโสตำหนักลองกระบี่เร็วไว “อาวุโสฉิน ในเมื่อผู้อื่นมีความมั่นใจในตัวเองสูง ท่านก็ปล่อยทำมันทำตามใจไปเถอะ..ยิ่งไปเซ้าซี้มากเข้า ไม่แน่มันอาจรำคาญท่านก็ได้”
เมื่อส่งป้ายประจำตัวศิษย์อัจฉริยะออกมา หลิวเจี้ยนก็ถือว่าไม่ได้เป็นศิษย์อัจฉริยะอีกต่อไป อย่างไรก็ตามขอเพียงมันเอาชนะต้วนหลิงเทียนได้ มันก็จะได้ป้ายประจำตัวและสถานะกลับคืนมา
แต่ถ้าเกิดมันแพ้พ่าย นอกจากจะถูกถอดออกจากตำแหน่งศิษย์อัจฉริยะแล้ว หลังจากนี้อีก 100 ปี มันยังไม่อาจเป็นศิษย์อัจฉริยะได้อีก ต่อให้พลังฝีมือของมันจะสูงแค่ไหนก็ตามที
กฏเช่นนี้ถูกตราขึ้นมาเพื่อกันมิให้มีใครจงใจยอมแพ้ ค้าขายชัยชนะ
ในขณะที่อาวุโสตำหนักลองกระบี่รับป้ายประจำตัวศิษย์อัจฉริยะของหลิวเจี้ยนมาตรวจสอบแล้วเสร็จ มันก็หันไปมองกล่าวกับต้วนหลิงเทียนว่า “ต้วนหลิงเทียน การประลองครั้งนี้ระหว่างเจ้ากับหลิวเจี้ยนจะอยู่ในพื้นฐานของการประลองเป็นตาย! เป็นธรรมดาว่าเจ้าสามารถกล่าวคำยอมแพ้ได้ ขอเพียงเจ้าพูดออกมา หลิวเจี้ยนก็ไม่อาจลงมือกับเจ้าได้อีกต่อไป”
ฟุ่บ!
หลังอาวุโสตำหนักลองกระบี่รับป้ายประจำตัวศิษย์อัจฉริยะของมันไป หลิวเจี้ยนก็พุ่งร่างออกไปยังสังเวียนอัจฉริยะราวลำแสงสีทองสายหนึ่ง จากนั้นก็ยืนรออยู่บนสังเวียนอย่างสงบ