“ข้ามาที่นี่เพราะศิษย์น้องเป็นธรรมดา…อ่อเจ้าคงไม่รู้สินะ วันนี้เป็นศิษย์น้องข้า หวงลู่หนาน ที่จะขึ้นสังเวียนประลองกับศิษย์น้องของเจ้า”
พอหลิวเจี้ยนกล่าวถึงจุดนี้ มันก็หยุดครู่หนึ่งค่อยกล่าวต่อ “ข้าเองก็พึ่งรู้ว่ามีศิษย์ใหม่นามต้วนหลิงเทียนท้าประลองชิงตจำแหน่งศิษย์อัจฉริยะกับศิษย์น้องข้า ทั้งยังพบว่าศิษย์ใหม่คนนี้ได้เข้าร่วมกับอาจารยย์เจ้า ฉือหล่าง จักรพรรดิอมตะทุ่งขจี…”
“หากข้าเดาไม่ผิด…ศิษย์ใหม่ที่ว่าสมควรเป็นเจ้าหนูชุดม่วงนั่นกระมัง?”
กล่าวถึงจุดนี้หลิวเจี้ยนก็หันขวับไปจับจ้องต้วนหลิงเทียน จากนั้นมุมปากมันก็เริ่มยกยิ้มแสยะดูแคลนขึ้นมา
“อะไร? เจ้าดูถูกศิษย์น้องข้ารึ?”
เห็นการเหยียดหยามที่มุมปากของหลิวเจี้ยน หงเฟยก็ย่นคิ้วเป็นปมเอ่ยถามเสียงหนัก
“ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกมัน…แต่ศิษย์ใหม่ทุกราย แม้พลังฝีมือจะไม่ใช่ชั่วแต่ก็มักประมาณตัวเองสูงไป ข้าว่าเป็นการดีเสียกว่าที่จักไปปิดด่านบ่มเพาะสักพัก เรียนรู้เรื่องราวในวังเทียนฉือให้มาก รอให้พลังฝีมือถึงขั้นก่อน ค่อยไปท้าทายชิงตำแหน่งศิษย์อัจฉริยะก็ยังไม่สาย”
หลิวเจี้ยนกล่าว “หากพลังฝีมือยังไม่ถึงขั้น คิดจะเอาชนะศิษย์อัจฉริยะ คงไม่ง่ายขนาดนั้น”
“ข้าเกรงว่าความพ่ายแพ้ อาจทำให้มีแผลใจ เกิดเงามืด ต่อไปจักไม่กล้าท้าทายตำแหน่งศิษย์อัจฉริยะ กระทั่งเลิกคิดจะเป็นศิษย์อัจฉริยะไปชั่วชีวิต”