เขาพูดภาษาของเราเหมือนกันล่ะ?”
เยี่ยอู๋ฉิงพลันตระหนักถึงเรื่องนี้ จึงถ่ายทอดกระแสปราณมาถาม
“มหาจักรพรรดิเคยมาที่นี่เมื่อเนิ่นนานเพื่อช่วยรับมือยอดฝีมือจากภพเซียน และระหว่างนั้น เขาก็มาตกลงเรื่องภาษาด้วย”
เจียงผิงอันกล่าวตามวาทะของจิตศาสตราของอ่างสัมฤทธิผล
เยี่ยอู๋ฉิงมองเจียงผิงอันอย่างชื่นชม ลูกพี่ร้ายกาจจริง ๆ รอบรู้ทุกอย่างเลย
ขณะทั้งสามเสวนา ก็มาถึงโถงใหญ่สีดำแห่งหนึ่ง
ประตูโถงหลักเขียนข้อความไว้ว่า
[สำนักงานสาขาคัดเลือกศิษย์ ศาลาเติงเซียน]
สั้นกระชับเข้าใจง่าย
หน้าโถงหลักมีแถวยาวเรียงราย พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกตนที่อยากเข้าร่วมศาลาเติงเซียน
“อายุเกินร้อย เพิ่งอยู่ในขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญตา ยังอยากเข้าร่วมศาลาเติงเซียนของข้าอีก? รีบไสหัวไปเสีย!”
เสียงก่นด่าอย่างกราดเกรี้ยวดังออกมาจากในโถงหลัก
สีหน้าผู้ฝึกตนผู้ถูกด่าทอซีดขาว “ข้าจำได้ว่าเคยมีประกาศ ว่าคุณสมบัติอย่างข้าเข้าไปเป็นคนงานในสำนักได้นะ”
“เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน! ยามนี้คือยามนี้สิ แค่เพราะเรารับได้แค่ขยะ ศาลาเติงเซียนของข้านับวันจึงยิ่งอ่อนแอ ดังนั้นต้องเริ่มจากข้าข้าจะไม่มีทางคัดเลือกศิษย์ขยะเข้าสำนักเด็ดขาด!”
ควางเจิ้งผู้รับหน้าที่คัดเลือกศิษย์ยืนขึ้นตะคอกใส่ผู้ฝึกตนทั้งหลาย “ผู้ฝึกตนขยะที่ไร้คุณสมบัติรีบ ๆ ไสหัวไปเสียให้หมด อย่าเสียเวลาข้า!”
เหล่าผู้ฝึกตนล้วนผงะ พวกเขาหลายคนเดินจากไป เห็นได้ชัดว่าพวกเขาหาคุณสมบัติครบถ้วนไม่