เมื่อได้ยินเสียงผ่านพลังของหลินเฟยหยาง ต้วนหลิงเทียนก็ได้แต่หันไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหลาดใจ หากแต่เขาเองก็ไม่รู้จะตอบอีกฝ่ายกลับไปอย่างไรดี
จากนั้นห้วงรัตติกาลก็มาเยือน ความมืดเริ่มแผ่ปกคลุมไปทั่วยอดเขา
และบัดนี้ผู้คนที่มารวมตัวกันบนยอดเขาหมาป่าหอนฟ้า ก็มีราวๆ 11,000 คน และไม่มีใครมาเพิ่มอีกแล้ว
“ว่าแต่ ไฉนเจ้านั่นยังไม่มาอีกเล่า?”
“นั่นสิ มันนัดให้พวกเรามา แต่ไฉนตัวมันถึงยังไม่มา?”
“มันทำอะไรของมันอยู่กัน…คงไม่คิดเอาพวกเรามาปล่อยทิ้งไว้ที่นี่เหมือนปล่อยนกพิราบหรอกนะ?”
“เหอะๆ…มันลำบากลำบนชวนคนมาขนาดนี้ หากมันคิดจะปล่อยให้พวกเราเคว้งอยู่ที่นี่ มันจะไม่ว่างเกินไปหน่อยหรือ?”
…
พอเห็นว่าฟ้ามืดแล้ว หากแต่คนที่ชักชวนพวกมันทั้งหมดมาที่นี่ บัดนี้ยังไม่ปรากฏตัว หลายคนก็เริ่มหมดความอดทน หากแต่ยังมีหลายคนที่รอคอยอย่างสงบ ไม่พูดไม่จา
“พวกเจ้าไม่คิดเหรอ…ว่าเจ้านั้นมันไปชักชวนพวกเรามาแบบนี้ มันต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายขนาดไหน ที่สำคัญดูเหมือนมันจะไปแทบทุกพื้นที่ของ 5 ระนาบเทวโลกเลยด้วยซ้ำ มันคิดชวนพวกเรามาช่วงชิงมรดกในมรดกสถานของจักรพรรดิอมตะจริงๆ?”
ทันใดนั้นเองยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดจากจี๋กวงเทียนคนหนึ่งพลันผสานพลังลงเสียง กล่าวออกมาให้คนทั้งหมดบนยอดเขาได้ยินกันชัดถนัดหู และเสียงผสานพลังของมันยังกลบเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของผู้คนได้อย่างชะงัด