ยามมิอาจใช้เหตุผลพูดกันได้ พูดมากเพียงไรก็ค่าเท่าเดิม
เจียงผิงอันรู้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ยอมรับความผิดของตน
พวกเขาโง่หรือ?
เปล่าเลย
แต่ยอดฝีมือเหล่านี้คุ้นชินกับการอยู่สูงส่งกว่าใคร ใช้อำนาจบงการชีวิตผู้อื่นกันจนเคยตัว คิดเพียงผู้ใดต่อต้านพวกเขาสมควรตายไม่เห็นผู้ใดในสายตา
“ไอ้โง่ เจ้าคิดลงมือหรือ? เช่นนั้นก็เข้ามาเลยสิ”
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนทำอะไรเจียงผิงอันไม่ได้ พวกเขาจึงเยาะเย้ยกันอย่างเดียว
ค่ายกลอักขระรอบ ๆ ภูเขาจักรพรรดิวูบไหว มีแต่พวกเขาที่ออกไปได้ มิใช่ผู้ใดเข้ามา
ค่ายกลนี้ถูกสร้างโดยปรมาจารย์ค่ายกลในสมัยก่อน หลังพัฒนามาเกินนับปี ก็แทบไม่เหลือช่องโหว่ใด ๆ
ยามนี้ แม้ค่ายกลนี้จะไม่ถูกใช้งานเต็มที่ ยอดฝีมือขอบเขตมหายานทั่วไปก็อาจทลายมันมิได้แล้ว
หากดำเนินค่ายกลเต็มที่ กระทั่งสุดยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติยังมิอาจบุกเข้ามาได้เลย
หากจู่โจมค่ายกล มันก็รังแต่จะกระตุ้นส่วนตอบโต้เฉียบพลันของค่ายกล ทำร้ายเจียงผิงอันเสียแทน
เหลยจั้งกล่าวกับเจียงผิงอัน “ช่างมัน เราไปกันเถอะ พวกเขาไม่กล้าออกมา เจ้าก็เข้าไปไม่ได้ เดี๋ยวเราตระกูลเหลยจะช่วยทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง”
การทวงความยุติธรรมที่มามิใช่การล้างหนี้เลือดด้วยเลือดแน่นอน แค่ได้อาวุธวิเศษมาบ้างก็จบแล้ว
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนยืนในค่ายกล หัวเราะเยาะเย้ยเจียงผิงอัน
“ถ้าแน่จริงก็ทำลายค่ายกลนี้เข้ามาสิ”
“หากเจ้าทำลายค่ายกลนี่ได้ เหลาจื่อจะยื่นหัวให้เจ