และในอัฒจันทร์ธรรมดาหลังนี้ พอมองไปก็พบว่ามีผู้คนนั่งอยู่กว่าครึ่ง
“ชิงจื่อ…หลังจากทะลวงถึงยอดเซียนอมตะขั้นสูงสุดได้แล้วเจ้ามั่นใจหรือไม่…1 ใน 9 สิทธิ์ครานี้เจ้ามั่นใจกี่ส่วน?”
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนพาหลิวก่วงหลินเดินมาถึงที่นั่งของพวกเขาได้ไม่ทันไร เขาก็ได้ยินเสียงเปี่ยมกังวลหนึ่งแว่วดังมาจากด้านข้าง
พอต้วนหลิงเทียนหันไปมอง ก็พบว่าถัดออกไปจากเขาไม่กี่ที่นั่ง มีชายชราผู้หนึ่งกำลังมองถามชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสีหน้ากังวล
“ตรงๆเลยก็คือไม่มั่นใจสักส่วน…อย่างไรเสียวรยุทธ์อมตะกับเวทย์พลังที่ข้าฝึกปรือก็เป็นแค่ระดับสวรรค์เท่านั้น”
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกหาว่าชิงจื่อ ได้แต่ส่ายหน้ากล่าวตอบอย่างทอดถอนใจ “ซ้ำร้ายแม้ข้าจะแตกฉานวรยุทธ์อมตะระดับสวรรค์แล้ว แต่มีเวทย์พลังบางสายที่ข้ายังไม่แตกฉานที ไม่รู้ว่าอาศัยเท่าที่มีจะต่อยตีชนะผู้อื่นเขาหรือไม่”
“เฮ่อ…เช่นนั้นก็คงยากเย็นแล้วจริงๆ”
ชายชราที่เอ่ยถามชายวัยกลางคนนามชิงจื่อส่ายหัวไปมาเบาๆ “ช่างเถอะ ครานี้เจ้าเพียงพยายามให้เต็มที่ก็พอ แพ้ก็แพ้ไปเถอะ ไว้รอบหน้าค่อยเอาใหม่ก็ได้”
“ข้ารู้”
ชิงจื่อพยักหน้ารับ
‘รอบหน้าเอาใหม่?’
ต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะผงะไปวูบหนึ่ง จากนั่นมุมปากก็เริ่มยกยิ้มแหยๆออกมาอย่างอดไม่ไหว
เพราะเท่าที่เขาทราบมา…ไม่ใช่ว่าการประลองสวรรค์ใต้นี่มันจะถูกจัดขึ้นทุกๆ ร้อยปีหรือไร?