ต้วนหลิงเทียนมองหวางตันเฟิ่งที่กลอกตาไปมา พลางกล่าวออกเสียงเบา
“นอกจากนั้น…ก็เป็นอย่างที่นิกายอมตะสราญรมย์ป่าวประกาศออกมา ข้าเป็นแค่ผู้ที่พึ่งขึ้นมายังหลิงหลัวเทียนได้แค่ไม่กี่ปี ไร้ซึ่งภูมิหลังอย่างตระกูลใหญ่อันใดทั้งสิ้น”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวสืบต่อ
จากนั้นต้วนหลิงเทียนก็มองจ้องหวางตันเฟิ่งด้วยสายตาลึกซึ้ง เอ่ยถามออกไปต่อว่า “ท่านไม่พ้นคงได้ยินข่าวจากนิกายอมตะสราญรมย์มาแล้วกระมัง?”
ได้ยินคำสารภาพของต้วนหลิงเทียน สีหน้าแววตาหวางตันเฟิ่งก็เปลี่ยนไปทันใด สายตาที่ใช้มองจ้องต้วนหลิงเทียนก็เริ่มเผยให้เห็นความประหลาดใจขึ้น
“ต้วนหลิงเทียนเจ้า…กล้าดีอย่างไรถึงมาหลอกข้าได้หา!?”
ทันใดนั้นเองนำเสียขุ่นขึ้งหนึ่งพลันดังขึ้น เสียงนี้ยังคุ้นหูต้วนหลิงเทียนไม่น้อย พอมองไปก็พบบว่าเป็นประมุขนิกายอมตะสือหัง หนานกงซิ่ว ที่กำลังชักสีหน้าถมึงทึงมองจ้องมาที่เขาด้วยสายตาดุร้าย ทีท่าปานพร้อมจะกัดผู้คนได้ทุกเวลา…
ข้างๆหนานกงซิ่วก็ยังมีหลินหรู ผู้พิทักษ์ลำดับที่ 1 ติดตามอยู่ดั่งเงา และนางเองก็มองมาที่เขาด้วยสายตาไม่พอใจเช่นกัน
“ประมุขหนาน ผู้พิทักษ์หลิน…พวกเราพบกันอีกแล้ว”
อย่างไรก็ตามต้วนหลิงเทียนไม่นำพาสายตาดุร้ายของหนานกงซิ่วกับหลินหรู เพียงโค้งคิ้วขึ้นกล่าวทักทายออกไปด้วยรอยยิ้มบางๆ