ต้วนหลิงเทียนนั้น ไม่ได้ชอบขี้หน้าจี้ฟ่านมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะอีกฝ่ายไม่ต่างจากคนรวยรุ่นสองที่ชอบวางอำนาจ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พอเห็นการตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาดในทันทีทันใด ก็ทำให้เขามองมันในแง่ดีขึ้นมาบ้าง ว่าอย่างน้อยๆมันก็นับว่ายกได้วางได้
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่ว่าใครที่ดำรงตำแหน่งตถาคตของนิกายอมตะสราญรมย์และมีอำนาจในมือมาชั่วชีวิต จะสามารถละวางทุกสิ่งได้ในชั่วพริบตา
และแต่ไหนแต่ไรเขาก็เห็นจี้ฟ่านเป็นดั่งตัวตลกเท่านั้น อีกฝ่ายยามคิดร้ายก็เผยให้เห็นชัด ปากยังกล่าวโพล่งออกมาตรงๆ เรียกว่าไม่ได้น่ากลัวและเป็นพิษเป็นภัยอะไรกับเขาเลย คนพวกนี้เขาไม่เคยกริ่งเกรงแม้แต่น้อย เพราะในสายตาเขา พวกมันก็ไม่ต่างอะไรจากอันธพาลน้อยหัดซ่า ผิดกับพวกที่ซ่อนดาบในรอยยิ้มมากนัก
“ขอบคุณขอรับท่านปรมาจารย์โอสถต้วน! ขอบคุณท่านปรมาจารย์โอสถต้วนมากขอรับ!!”
จี้ฟ่านที่เสมือนได้ฟังคำอภัยโทษจากต้วนหลิงเทียน มันก็อดไม่ได้ที่จะโล่งอกอย่างถึงที่สุด เร่งกล่าวขอบคุณออกมาด้วยรอยยิ้ม ศีรษะโล้นเลี่ยนวับวาวผงกงกๆปานลูกเจี๊ยบจิกเม็ดข้าว…
หลังจากโล่งอกและกล่าววาจาขอบคุณต้วนหลิงเทียนแล้ว จี้ฟ่านก็มองถามต้วนหลิงเทียนออกมาด้วยท่าทีกล้าๆกลัวๆต่อว่า “ปรมจารย์โอสถต้วน เช่นนั้นใช่ก่อนหน้า…ท่านคิดไว้ว่าจะฆ่าข้าหลังไปถึงนิกายอมตะสราญรมย์งั้นหรือขอรับ?”
“โอ้ เรื่องนี้เจ้าก็รู้รึ?”