เรียกว่าพอมาถึงจุดนี้ สติสตังของจี้ฟ่านก็กลับกลายเป็นแจ่มใส คล้ายบังเกิดอาการรู้แจ้งเห็นจริง จากนั้นมันก็เริ่มคิดถึงเรื่องที่จะเอาอย่างไรดีกับชีวิตหลังจากนี้เตรียมไว้แต่เนิ่นๆ
“ตถาคต”
จี้ฟ่านที่ครุ่นคิดอยู่ว่าหลังจากนี้ชีวิตมันจะทำอะไรต่อไป แล้วใช่หากไว้ผมแล้วจะหล่อเหลาขึ้นมากไหม ก็จำต้องตื่นจากภวังค์คิดทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกทักจากต้วนหลิงเทียน
“ปรมาจารย์โอสถต้วน ท่านอย่าได้เรียกข้าว่าตถาคตอีกเลย ต่อไปเรียกข้าจี้ฟ่านหรือฟ่านน้อยก็ได้…ข้าตัดสินใจออกจากนิกายอมตะสราญรมย์แล้ว ข้าไม่ได้เป็นตถาคตอะไรอีกต่อไป”
พอได้ยินคำเรียกหาของต้วนหลิงเทียน จี้ฟ่านก็รีบกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มเหยเกทันที
และหลังจากพูดจบ มันก็เอ่ยถามต้วนหลิงเทียนออกมาอย่างเป็นกังวล “แล้วมิทราบปรมาจารย์โอสถต้วน…เรียกหาข้าทำไมหรือ?”
“เจ้าสมควรมีลูกแก้วเงาลอบระดับราชาพกติดตัวอยู่ใช่ไหม?”
ต้วนหลิงเทียนที่มองจี้ฟ่านอยู่ ก็กล่าวถามออกมาตรงๆ
“ข้ามี!”
จี้ฟ่านพัยกหน้าตอบคำเร็วไว
“หลังจากนี้ไม่กี่วันพอพวกเราไปถึงนิกายอมตะสราญรมย์…พอยอดฝีมือขอบเขตขุนนางอมตะ 10 ทิศของนิกายอมตะสราญรมย์ปรากฏตัวออกมา เจ้าก็เริ่มใช้ลูกแก้วเงาลอยบันทึกเรื่องราวได้เลย”
ต้วนหลิงเทียนกล่าว “ข้าคิดจะใช้ประโยชน์จากลูกแก้วเงาลอยที่ว่าในภายหลัง เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่?”
“ขอรับ!”