หลังจากนั้นสักพักหนานกงซิ่ว ประมุขนิกายอมตะสือหังก็กล่าวชักชวนเจีย่นชิวหลัวประมุขนิกายอมตะเชียนจี ก่อนที่ทั้งคู่จะนำคนของตัวเองออกจากจุดนี้ สุดท้ายก็คงเหลือแต่คนของนิกายอมตะไท่อี ที่ยืนอยู่ในจัตุรัสอันกว้างใหญ่…
“ปรมาจารย์โอสถต้วน หนานกงซิ่ว…เคยส่งคนไปไล่ฆ่าท่านจริงๆหรือ?”
หลังคนของนิกายอมตะสือหังและคนของนิกายอมตะเชียนจีไปกันหมดแล้ว บรรพจารย์ไท่อีก็หันไปมองต้วนหลิงเทียนแล้วถามเรื่องนี้ออกไปทันที
ขณะเดียวกัน ซือถูหมิง หยางชง และอวี๋จ้งจิ่งก็พากันมองจ้องต้วนหลิงเทียนอย่างพร้อมเพรียง ในแววตาทั้ง 3 ยังฉายชัดถึงความสงสัยไม่ต่าง เห็นได้ชัดว่าทุกคนเองก็อยากรู้ว่าที่แท้เรื่องราวมันเป็นมาอย่างไรกันแน่
ประมุขนิกายอมตะสือหัง หนานกงซิ่ว ผู้นั้น ถึงกับเคยส่งคนไปตามฆ่าปรมาจารย์โอสถต้วนจริงๆหรือ?
แล้วถ้านางเคยส่งคนไปตามฆ่าปรมาจารย์โอสถต้วนจริงๆ เช่นนั้นนางมีเหตุผลอะไรกันแน่?
“ใช่ นางส่งอาวุโสขอบเขตขุนนางอมตะมาตามฆ่าข้า…”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้า
“เพราะอันใดหรือ?”
บรรพจารย์ไท่อีกล่าวถามสืบต่อด้วยความอยากรู้
“เพราะว่า…เป็นข้าเอง ที่ทำให้มู่หรงปิงไม่อาจรับช่วงเป็นประมุขนิกายอมตะสือหังได้อีก!”
ต้วนหลิงเทียนที่เหม่อมองคนของนิกายอมตะสือหังและคนอื่นๆที่เดินไปถึงอีกฟากของจัตุรัสเต๋าโอสถ กล่าวออกมาเสียงเบา
“เพราะท่าน…มู่หรงปิงจึงมิอาจรับช่วงเป็นประมุขนิกายอมตะสือหังได้อีก?”