ได้ยินคำทักจากเจี่ยนชิวหลัว หลังหนานกงซิ่วพยักหน้าให้บรรพจารย์ไท่อีอีกครั้ง นางก็ละสายตาไปหาเจี่ยวชิวหลัวทันที
“ชิวหลัว จะว่าไปพวกเราก็ไม่พบกัน 30 ปีแล้ว..หากข้าจำไม่ผิดครั้งสุดท้ายที่พวกเราเจอกัน ก็เหมือนว่าจะเป็นงานสมัชชาเต๋าโอสถครั้งก่อนใช่หรือไม่?”
หนานกงซิ่วกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม
“ค่ะ…30 ปีที่แล้วเป็นเช่นไร 30 ปีผ่านไปอาจารย์ป้าก็ยังเป็นเช่นนั้น ท่านยังคงสวยเหมือนเดิมมิเปลี่ยนเลย…”
เจี่ยนชิวหลัวกล่าวด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี
ทั้งคู่คุยกันอยู่สักพัก
หลังรำลึกคววามหลังกับเจี่ยนชิวหลัวจบแล้ว สายตาของหนานกงซิ่วก็หันมามองต้วนหลิงเทียน พลางกล่าวถามด้วยรอยยิ้มบางๆ “นี่สมควรเป็นหัวหน้าปรมาจารย์โอสถของนิกายอมตะไท่อี ปรมาจารย์โอสถต้วนใช่หรือไม่?”
อย่างไรก็ตาม แม้จะเผชิญหน้ากับการถามไถ่ด้วยรอยยิ้มของหนานกงซิ่วประมุขนิกายอมตะสือหัง แต่ต้วนหลิงเทียนก็กล่าวถามออกไปด้วยรอยยิ้มแสยะเย็นชา “ประมุขซิ่ว ท่านคงจำได้แล้วกระมัง…ว่าข้าคือคนที่ท่านส่งคนไปไล่ฆ่าในอดีต?”
ถึงแม้หนานกงซิ่วจะตระหนักได้แล้ว ว่าหัวหน้าปรมาจารย์โอสถของนิกายอมตะไท่อีเบื้องหน้า คือสารเลวน้อยที่นางเคยส่งคนไปตามฆ่าในอดีตจริงๆ
แต่นางเองก็คิดไม่ถึงจริงๆว่าอีกฝ่ายจะโพล่งเรื่องนี้ออกมาโต้งๆ!
จังหวะนี้นางจึงอดไม่ได้ที่จะอึ้งไปด้วยความตะลึง!
สีหน้าของมู่หรงปิงบัดนี้ก็เปลี่ยนไปทันที!