มีคำกล่าวไว้ว่า ‘ผู้ฉลาดรู้สถานการณ์’ ถึงฉีโหยวจะมั่นใจว่า ไม่ใช่ในตระกูลฉีของมันจะไม่มีผู้ปราบชายหนุ่มชุดม่วงเบื้องหน้าได้ ทว่าน้ำไกลมิอาจดับไฟใกล้ ไหนเลยมันยังจะกล้าวางท่าอยู่ได้ จำต้องอ่อนน้อมขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน
“นำพวกเราไปตระกูลฉีของเจ้า…”
ต้วนหลิงเทียน มองฉีโหยววกล่าออกด้วยน้ำเสียงไม่แยแส “มาเถอะ เดินไปคุยไป”
“ได้”
แม้ฉีโหยวจะไม่รู้ว่าไฉนต้วนหลิงเทียนถึงบอกให้มันนำไปที่ตระกูล แต่ในเมื่อต้วนหลิงเทียนอยากไปนัก มันก็ได้แต่ก้มหัวเออออตามไปก่อน เพียงลอบกล่าวในใจว่า ‘ข้ายังกลัวคนตระกูลฉีจะมาช่วยข้าไม่ทัน…แต่ในเมื่อสวรรค์มีทางเจ้าไม่เดิน นรกไร้ประตูเจ้าดันทุรังมุดมาแบบนี้ ข้าก็จักสงเคราะห์ให้!’
ขณะที่ก้มหัวไปลอบกล่าวในใจ สองตาของฉีโหยวก็ทอแสงเย็นออกมาวูบวาบ
ครู่ต่อมา ท่ามกลางสายตาของเหล่าคนเดินถนน ฉีโหยวกับชายชราทั้ง 2 ก็เดินนำต้วนหลิงเทียนกับฮ่วนเอ๋อไปทางตระกูลฉี
ไม่ว่าทั้ง 5 เดินผ่านทางใด ผู้คนล้วนหลีกทางให้เดินกันอย่างสะดวก
พริบตาแผ่นหลังพวกต้วนหลิงเทียนก็หายลับไปจากสายตาพวกมัน
จังหวะนี้เหล่าผู้คนเดินถนนอดไม่ได้ที่จะพากันระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นก็เริ่มสนทนากันอย่างออกรส ไม่ต้องคอยเบาเสียงอะไรเพราะกลัวปากพาซวยอีก
“เฮ่ พวกเจ้าว่าไฉนเจ้าหนุ่มชุดม่วงนั่นอยู่ดีๆ มันเกิดอยากไปตระกูลฉีขึ้นมาเล่า?”