“ถึงตอนนั้นต่อให้สกุลลู่สงสัยว่าพวกมันเป็นมือสังหารที่ตระกูลฉีจ้างวานมา แต่เมื่อคนไม่อยู่ก็มิมีหลักฐานอันใด…เช่นนั้นต่อให้ตระกูลลู่จะไร้ยางอายเพียงใด ก็ไม่กล้าเปิดศึกกับตระกูลฉีอย่างไร้หลักฐาน!”
เมื่ออาแปะมาดทรงภูมิกล่าวจบคำ ผู้คนบนถนนก็หันมามองมันด้วยสายตาทึ่งๆ จากนั้นก็พากันชักสีหน้าจริงจังครุ่นคิด ก่อนจะมีคนกล่าวพึมพำออกมาว่า “ล้ำลึกๆ”
“ข้าก็คิดอยู่แล้วเชียว…ว่าเรื่องราวมันทะแม่งๆพิกล ให้นายน้อยรองสกุลฉีใจป้ำเพียงใด ก็ไม่มีทางควักหินอมตะระดับสูงถึง 20,000 ก้อนเพื่อดูหน้าสตรีหรอก!”
“จริง เรื่องนี้อาจเป็นดั่งพี่ท่านว่า! เพราะในอดีตให้นายน้อยรองสกุลฉีใจป้ำเพียงใด ก็ไม่เคยใจป้ำกับเรื่องเหลวไหลเช่นนี้!”
“นั่นน่ะสิ จ่ายค่าชมดูรูปโฉมสตรีนางหนึ่งด้วยหินอมตะระดับสูง 20,000 ก้อน…เหลวไหลใหญ่แล้ว!”
…
เหล่าผู้คนบนถนนทั้งหลายกล่าวไปกล่าวมาก็เห็นพ้องต้องกันกับข้อสันนิษฐานของอาแปะเมื่อครู่…
เป็นชายหนุ่มหญิงสาวคู่นั้น ถูกตระกูลฉีจ้างวานมาไม่ผิดแน่!
ยังดีที่ตอนนี้นายน้องรองสกุลฉีไม่ได้อยู่ฟังข้อสันนิษฐานของพวกมัน หาไม่แล้วคงได้กระอักเลือดเพราะโมโห
พวกมันยังกล้าคิดว่าตระกูลฉีจัดฉากได้อย่างไร?
หากชายหญิงคู่นั้นเป็นตระกูลฉีเตี๊ยมกันมาจริง เมื่อครู่มันจะกลัวจนหน้าเสียขนาดนั้นหรือ?
“คุณชาย…ท่านต้องการอะไรกันแน่?”