ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับเบาๆ “ไม่รีบ ข้าจะแวะไปนั่งจิบชาที่บ้านตระกูลฉีเจ้าสักกา…แต่อย่างไรเสียหลังไปถึงตระกูลฉีของเจ้าแล้ว ข้าสามารถรอได้แค่ครึ่งชั่วยามเท่านั้น หากครึ่งชั่วยามแล้วตระกูลฉีเจ้ายังไม่มีหินอมตะระดับสูงล้านก้อนให้ข้า ก็อย่าได้โทษข้าว่าใจร้ายกับพวกเจ้า!”
กล่าวถึงท้ายประโยค สายตาที่ต้วนหลิงเทียนใช้มองฉีโหยวก็ฉายประกายเยียบเย็นเผยความแหลมคมดุร้าย พาลให้ฉีโหยวตกใจกลัว จนต้องเร่งเบือนหน้าหลบตา ไม่กล้ามองต้วนหลิงเทียนอีก
“นายน้อยรอง…ชายหนุ่มชุดม่วงผู้นี้ พอเปิดปากมันก็คิดจะกลืนหินอมตะระดับสูงถึงล้านก้อน ช่างละโมบยิ่งนัก!”
ชายชราด้านหลังฉีโยวคนหนึ่งส่งเสียงผ่านพลังกล่าวกับฉีโหยว
“มันคิดเป็นสิงโตอ้าปากกว้าง…แต่ต้องดูว่ามันรับประทานไหวหรือไม่!”
ฉีโหยวกล่าวเย้ยผ่านพลัง ลอบหัวเราะในใจ
“แต่ข้าดูแล้ว มันไม่คล้ายคนทำอะไรวู่วาม…ตระกูลฉีเราเป็นอย่างไร มันสมควรรู้ตื้นลึกหนาบางมาบ้าง เพราะสุดท้ายแล้วขุมกำลังของพวกเราก็มิได้เป็นความลับในเมืองฉีลู่ แค่เข้าเมืองมาถามผู้ใดก็รู้ได้”
อาวุโสอีกคนของสกุลฉี เอ่ยผ่านพลังเสียงหนัก
“ท่านหมายความว่าอะไร…ท่านคิดว่าการที่มันกล้าตามพวกเรากลับไปตระกูลฉี และกล้าข่มขู่เรียกร้องราคาขนาดนี้ทั้งๆที่รู้ว่าตระกูลฉีเราเป็นเช่นไร…เป็นเพราะมันไม่กลัวตระกูลฉีของพวกเรางั้นเหรอ?”
เสียงผ่านพลังรอบนี้ของฉีโหยวก็เข้มขึ้นไม่น้อย
“อาจเป็นเช่นนั้น”