สตรีนางนั้นสวมใส่ชุดกระโปรงแลดูธรรมดาสีม่วงอ่อน หว่างคิ้วโค้งดั่งขนนก ผิวกายขาวกระจ่างปานหิมะแรกฤดูหนาว เอวคอดดั่งกิ่งหลิว แลดูอรชรอ้อนแอ้นนัก
และแม้ว่าจะมีผ้าโปร่งแสงบดบังใบหน้าครึ่งล่างของนางเอาไว้ ทว่าแค่เพียงดวงตาดั่งสารทฤดูแสนเย็นชา พร้อมด้วยความรู้สึกเลือนลางไม่อาจจับต้องราวมีหมอกควันปกคลุมเอาไว้ทั่วกายนั่นของนาง ก็ทำให้สีสันรอบกายนางคล้ายซีดจางลงไปถนัดตา
นอกจากนั้นแม้ครึ่งใบหน้านางจะถูกบดบังไว้ด้วยม่านผ้า
แต่ด้วยม่านผ้าปิดหน้าผืนน้อยของนางนั้นโปร่งแสงทั้งเบาบาง จึงทำให้เห็นเรียวคางทั้งความโค้งมนของพวงพักตร์ได้ชัดเจน
เรียกว่ามองชมแล้ว ช่างพาลให้ผู้คนบังเกิดความรู้สึกอย่างพุ่งไปเลิกผ้าผืนบางนั่นออกเสียให้ได้…
เขายังคิดไปอยู่เลย…ว่ากระทั่งมีม่านผ้าบดบังยังชวนให้ฝันละเมอเพ้อพกถึงเพียงนี้…
แล้วหากเลิกผ้านั่นออกเสียเล่า จะเผยรูปโฉมอันงดงามล่มเมืองสะกดใจผู้คนขนาดไหน?
และไม่ว่าสตรีนางนั้นจะเดินไปที่ใด ผู้คนมากมายก็พร้อมใจกันหลีกทางให้นาง เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เขารู้สึกเสมือนได้เห็นทะเลแหวกในตำนานเกิดขึ้นตรงหน้า
อีกทั้งในตอนนั้นผู้คนบนถนนก็ได้แต่เหม่อมองนางไม่วางตา
ราวกับทั่วร่างของนางมีมนตร์มารประการหนึ่ง
ที่สำคัญหากเป็นปกติแล้ว เหล่าบุรุษทั้งหลายเมื่อเห็นสตรีงดงามระดับนั้น จะมากจะน้อยในใจย่อมยากจะหลีกเลี่ยงจิตอกุศลได้