หากพระเจ้ามีจริงแล้วให้โอกาสเขาอีกครั้ง เขาจะค่อยๆฝ่าเข้าไปเหมือนหลิ่วเฟิงกู่…
“ต้วนหลิงเทียน ถึงแม้ความแข็งแกร่งของท่านยามนี้จะไม่ได้ด้อยไปกว่าต้าหลัวจินเซียนทั่วไป…แต่ข้าหวังว่าเมื่อท่านไปถึงที่นั่นแล้วจักไม่ฝืนจนเกินไป หากคิดว่าไม่ไหวจริงๆก็ล่าถอยไปก่อนเถอะ เพียงรอให้พลังฝึกปรือก้าวหน้าขึ้นกว่านี้ วันหน้าค่อยไปรับเพลิงอมตะก็ยังไม่สาย…”
เขายังจดจำได้ดีว่าก่อนที่จะออกจากเมืองเฉวี่ยโยว หลิ่วเฟิงกู่ถึงกับย้ำเรื่องนี้กับเขาเป็นพิเศษ
อย่างไรก็ตามเขาเลือกที่จะเมินเฉย
เพียงคิดว่าด้วยมีพลังทัดเทียมกับขอบเขตต้าหลัวจินเซียน กระทั่งเอาชนะผู้พิทักษ์อันดับ 1 ของจวนผู้ว่ามณฑลจิ่วโยวอย่างโจวทง ที่เป็นตัวตนขอบเขตต้าหลัวจินเซียนได้ง่ายๆ เขาเลยคิดไปว่าการเก็บรวบรวมเพลิงอมตะต้องทำได้ง่ายดายแน่!
ไม่คิดเลยว่าพอถึงตอนสำคัญเข้าจริงๆ เรือกลับพลิกคว่ำกลางลำน้ำ!
ซู่มม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
…
พร้อมกับเสียงคำรามอันน่ากลัวของพายุกรวดทราย กับกลุ่มหินที่ซัดถล่มเข้ามาดั่งฝนดาวตก ร่างต้วนหลิงเทียนไม่ต่างอะไรจากชายฝั่งที่ถูกคลื่นอย่างพวกมันกระทบเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า สุดท้ายคนก็สิ้นสติไปไม่อาจคิดสิ่งใดได้อีก…
หลังจากที่ต้วนหลิงเทียนสิ้นสติไป แรกสุดเลยพายุกรวดทรายที่โถมเข้ามา ก็ป่นเสื้อคลุมเขาจนขาดวิ่นเป็นผ้าขี้ริ้ว จากนั้นพวกมันก็คล้ายจะไม่เลิกราแต่เพียงเท่านี้ เตรียมจะบดขยี้ร่างต้วนหลิงเทียนให้แหลก!