ด้วยเหตุนี้พอเห็นต้วนหลิงเทียนมาหาจึงอดถามไปแบบนั้นไม่ได้
สำหรับเรื่องที่ไฉนต้วนหลิงเทียนมาหา มันก็พอจะคาดเดาเหตุผลได้ข้อสองข้อ
“ใช่”
ต้วนหลิงเทียนพยักหน้ารับ ค่อยกล่าวออกมาอย่างทอดถอนใจ “ข้าไม่คิดเลยว่าการปิดด่านครั้งนี้ จะกินเวลาไปมากถึงครึ่งปีเต็ม…”
“ปิดด่านบ่มเพาะล้วนเป็นเช่นนี้”
เจิ้งชิวยิ้มกล่าว “เจ้ายังดีที่ปิดด่านไปแค่ครึ่งปี…ข้าเองครั้งหนึ่งเคยบ่มเพาะไปกว่า 10 ปีโดยไม่รู้ตัว นับว่าการบ่มเพาะไม่รู้วันคืน ไม่ใช่คำกล่าวเหลวไหลจริงๆ”
“ก็นะ เรื่องเวลาที่ใช้บ่มเพาะข้าไม่อะไรหรอก…แต่ที่ข้านึกไม่ถึงเลยก็คงเป็นเรื่องที่อาวุโสเจิ้งชิวท่านยอมแบกหม้อก้นดำให้ข้าต่างหาก…”
ต้วนหลิงเทียนพอกล่าวออกมาอีกครั้ง ก็ชักสีหน้าจริงจังน้ำเสียงเคร่งขรึม “อาวุโสเจิ้งชิวข้าซาบซึ้งในสิ่งที่ท่านทำนัก…แต่ท่านไม่คิดหรือว่าการกระทำเมื่อครึ่งปีที่แล้วอาจเป็นการชักนำเภทภัยมาสู่ตัวท่านได้?”
“ต้วนหลิงเทียน…นี่เจ้าคิดจริงๆหรือว่าการแบกหม้อก้นดำให้เจ้าเมื่อครึ่งปีก่อน ล้วนเป็นเพราะข้าทำเพื่อตอบแทนเรื่องที่ติดค้างเจ้าตอนเดินทางจากเมืองเฉวี่ยโยวมาที่นี่?”
เจิ้งชิวยิ้มถาม
“อ่าว ไม่ใช่เรื่องนั้นหรือ?”
ต้วนหลิงเทียนย้อนถาม
“ย่อมไม่ใช่เป็นธรรมดา!”