ทันใดนั้นเองเจิ้งชิงที่เหินร่างนำก็หยดลง ทั้งหันศีรษะไปยังเมฆก้อนหนึ่งบนฟ้าตาเขม็ง ทำราวกับพบเห็นอะไรบางอย่าง กล่าวออกเสียงเข้มดัง
ทันใดนั้นต้วนหลิงเทียนกับฉินอวี่ก็หยุดร่างลง และหันไปมองตามเจิ้งชิวทันที
จึงพบว่าเมฆก้อนหนึ่งที่ลอยอยู่สูงไกลตา มีลักษณะแปลกๆ แตกต่างจากเมฆก้อนอื่น…
และแทบจะทันทีที่ทั้งคู่มองไปยังเมฆดังกล่าว
ซัว! ซัว! ซัว! ซัว! ซัว!
…
เมฆก้อนดังกล่าวคล้ายหมอกควันเบาบางต้องลมแรง กระจัดกระจายหายไปในฉับพลัน ยังปรากฏร่างวูบวาบมากมายพุ่งแยกย้ายมาปิดล้อมทั้ง 3 เอาไว้ในพริบตา!
“กลับสังเกตเห็นพวกเราได้แต่แรก…สมแล้วที่เป็นจินเซียนตะวันม่วง!”
พอพวกต้วนหลิงเทียนทั้ง 3 ถูกคนยี่สิบกว่าคนปิดล้อมเอาไว้แล้ว ก็ปรากฏร่างชราสองคนค่อยโรยตัวลงมาจากฟ้าสูงอย่างไม่รีบไม่ร้อนคั่นกลางระหว่างเจิ้งชิวกับพวกต้วนหลิงเทียนเอาไว้ ยังเป็นชายชราที่แลดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งใส่ชุดดำสนิท อีกคนก็มาในชุดขาวสนิท
ชายชราในชุดคลุมสีดำผอมสูงราวลำไผ่ ส่วนชายชราในชุดขาวกลับอ้วนกลมเหมือนลูกบอล
สายตาของพวกมัน มองจ้องไปยังเจิ้งชิวเขม็ง
พอได้ยินพวกมันพูดว่า สมแล้วที่เจิ้งชิวเป็นจินเซียนตะวันม่วง สองตาฉินอวี่ก็หดเล็กลงทันที
เพราะเรื่องนี้หมายความว่าอะไรมันรู้ดี
หมายความว่าอีกฝ่ายไม่กลัวจินเซียนตะวันม่วง!