“เป็นเพราะเหมียวไหลหลงถูกเจ้าบีบคั้น จนต้องส่งมอบเคล็ดวิชาบ่มเพาะผลึกรัศมีลี้ลับออกไป ทำให้มันตกอยู่ในกำมือเจ้า และมันที่รู้ดีว่ามันทำผิดร้ายแรงขนาดไหน…ดังนั้นมันจึงไม่มาหาข้าเพราะเรื่องที่เจ้าทำร้ายน้องเขยมันเมื่อเดือนก่อน…”
หลิ่วเฟิงกู่ยังคงกล่าวสืบต่อ
และตอนนี้ต้วนหลิงเทียนรู้สึกว่าอีกฝ่าย สามารถมองเรื่องราวได้ทะลุปรุโปร่งจริงๆ
นับว่าความคิดของเจ้าเมืองเฉวี่ยโยวผู้นี้ไม่เบาเลยทีเดียว ที่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้
“ข้ากล่าวถูกหรือไม่?”
หลังพูดจบ หลิ่วเฟิงกู่ก็มองถามต้วนหลิงเทียนด้วยรอยยิ้ม
“สิ่งที่ท่านเจ้าเมืองกล่าวมา ราวได้เห็นกับตาได้ยินกับหูจริงๆ…”
ต้วนหลิงเทียนระบายลมหายใจออกมาอย่างทอดถอน
จากนั้นต้วนหลิงเทียนก็เปิดประตูเห็นภูผากล่าวถามออกไปตรงๆ “ในเมื่อเจ้าเมืองไม่คิดหาความเรื่องนี้…ไม่ทราบเจ้าเมืองมาหาข้าทำไม?”
“ข้าคิดทำข้อตกลงบางอย่างกับแม่ทัพต้วนหลิงเทียน”
เมื่อเห็นว่าต้วนหลิงเทียนพูดถามออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม หลิ่วเฟิงกู่ก็ไม่คิดปิดบังอะไร สองตาทอประกายเรืองวูบ กล่าวบอกอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน
“ทำข้อตกลง?”
ต้วนหลิงเทียนเลิกคิ้ว “ข้อตกลงอะไรหรือ?”
“ข้าอยากฆ่าใครบางคน…แต่ข้าไม่มีปัญญาฆ่ามัน!”
ขณะพูดประโยคนี้ สีหน้าแววตาของหลิ่วเฟิงกู่ที่แต่เดิมสงบ ก็เปลี่ยนไปในฉับพลันสองตาปะทุแสงเยียบเย็นออกมา จนคนคลายกลับกลายเป็นอสรพิษซ่อน ชวนให้รู้สึกขนลุกอยู่บ้าง