หลิ่วเฟิงกู่กล่าวต้นสายปลายเหตุออกมาอย่างชัดเจน ราวกับรู้เช่นเห็นชาติของเหมียวไหลหลงดี
“นอกจากนี้เหมียวไหลหลงยังบอกข้าอีกว่า…ตัวเจ้าสมควรมียอดสมบัติสวรรค์คุ้มกันวิญญาณระดับกลางหรือไม่ก็ระดับสูงอยู่กับตัว เพราะยามสำนึกเทวะของมันเข้าใกล้ดวงจิตของเจ้าหมายตรวจสอบพลังฝึกปรือของเจ้า กลับเสมือนถูกบางสิ่งอันทรงพลังดูดกลืนไป…”
ขณะที่หลิ่วเฟิงกู่เอ่ยถึงประโยคนี้ มันก็มองจ้องไปยังต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาลึกซึ้ง ค่อยเอ่ยต่อว่า “เรื่องเช่นนั้นมิใช่อะไรที่ทักษะปกปิดจะกระทำได้!”
‘ไม่น่าแปลกใจเลยที่วันนั้นไฉนเหมียวไหลหลงมันไม่ลองใช้การโจมตีทางวิญญาณเล่นงานข้า…ที่แท้มันพยายามใช้สำนึกเทวะของมันตรวจสอบข้าแล้วนี่เอง แต่พอมันไม่อาจหยั่งถึงพลังฝึกปรือข้าได้ มันก็เลยคิดว่าข้ามียอดสมบัติสวรรค์คุ้มกันวิญญาณ เช่นนั้นถึงใช้ทักษะวิญญาณใส่ข้าก็ไร้ประโยชน์…’
สองตาต้วนหลิงเทียนทอประกายเรืองวูบ ลอบกล่าวในใจ
สำหรับสิ่งที่ทำให้เหมียวไหลหลงเข้าใจผิดว่ามันคือยอดสมบัติสวรรค์คุ้มกันวิญญาณก็ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นชิ้นส่วนโลหะแตกหักนั่นเอง…
“ในเมื่อท่านเจ้าเมืองรู้ไส้รู้พุงข้าแล้ว..ท่านไม่คิดอยากได้วรยุทธ์อมตะทั้งเวทย์พลังที่ข้ามีอยู่ หรือกระทั่งยอดสมบัติสวรรค์คุ้มกันวิญญาณที่ข้ามีบ้างหรือ?”
ต้วนหลิงเทียนมองหลิ่วเฟิงกู่ด้วยสีหน้าแววตาสงบ กล่าวถามออกมาเสียงห้วน
“ข้าย่อมบังเกิดความคิดเช่นนั้น”