สายตาของนางเพียงมองจ้องไปยังใจกลางโบสถ์ทันทีที่ปรากฏตัว
ตรงกลางมีตั่งศิลาตั้งอยู่
และบนตั่งศิลาดังกล่าว ปรากฏร่างหลวงจีนหัวโล้นที่ใบหน้าเต็มไปด้ววยสีเลือดฝาดเสมือนมีชีวิตหนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ จีวรที่หลวงจีนรูปนี้สวมใส่เป็นสีทองพาดทับไว้ด้วยสีแดง หน้าตาแม้จะไม่ได้แลดูดีอะไร แต่ก็มองแล้วให้ความรู้สึกสบายตา
มันนั่งหลับตาแน่นิ่งไม่ต่างอะไรจากรูปปั้น
‘ไม่มีกลิ่นอายพลังชีวิตแม้แต่นิดเดียว…’
ต้วนหลิงเทียนย่อมสัมผัสได้ทันทีว่าร่างที่นั่งขัดสมาธิเบื้องหน้าไม่มีกลิ่นอายพลังชีวิตแผ่ออกมาแม้แต่นิดเดียว บ่งบอกให้รู้ว่าสมควรตกตายมาเนิ่นนานมากแล้ว
ส่วนที่ไฉนร่างอีกฝ่ายไม่เน่าสลายไปนั้น ต้วนหลิงเทียนก็รู้ดี
เพราะร่างกายของเซียนอมตะจะไม่มีวันเน่าเปื่อยย่อยสลายเหมือนร่างมนุษย์ปุถุชน
ตราบเท่าที่ไม่มีใครใช้พลังทำลาย เกรงว่าต่อให้ทิ้งศพไว้สักล้านปีก็ไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ
“ปี่น่าเย่เจีย!”
ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนกำลังมองร่างหลวงจีนที่นั่งบนตั่งศิลาอย่างไร้ซึ่งพลังชีวิตด้วยความสนใจนั้น เสียงเย็นชาหนึ่งพลันดังขึ้นข้างหูเขา
“ปีน่าเย่เจีย…นี่เจ้ารู้จักมันด้วยรึ?”
ต้วนหลิงเทียนอึ้ง
“มันคือยอดฝีมือของนิกายสราญรมย์ที่สร้างโลกใบเล็กแห่งนี้…ดูเหมือนตำนานจะเป็นความจริง ตอนนั้นมันที่บาดเจ็บสาหัส ได้เลือกจะกลับมาตายอยู่ในโลกใบเล็กที่มันสร้างไว้จริงๆ”