หากเขาไม่ได้มาช้าไป ด้วยพลังของเขาตอนนี้เกรงว่าคงไม่มีใครสามารถแข่งขันเพื่อช่วงชิงมรดกต้าหลัวจินเซียนกับเขาได้เลย…
อนิจจาตอนนี้จะพูดอะไรก็สายเกินไป
เพราะเขามาช้าไป!
“พี่ใหญ่หลิงเทียน…”
จังหวะนี้หานเฉวี่ยไน่ที่อยู่ห่างย่อมเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของต้วนหลิงเทียนดี จึงอดไม่ได้ที่จะมองไปยังร่างต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาเป็นห่วง กล่าวเรียกเบาๆ
“ข้าไม่เป็นไร”
เสียงเรียกของหานเฉวี่ยไน่ ได้ดึงสติที่เหม่อลอยของต้วนหลิงเทียนให้กลับมาแจ่มใสอีกครั้ง ใบหน้าปั้นยากของเขาเริ่มคลี่คลาย ก่อนที่จะถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มจางๆ กล่าวพลางยักไหล่เบาๆ “เป็นข้ามาช้าเกินไปก็เท่านั้น…ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีวาสนากับมรดกต้าหลัวจินเซียนนี่ ช่างมันเถอะ”
แม้เมื่อครู่จะรู้สึกยากยอมรับอยู่บ้าง
แต่เมื่อกลับมามีสติแล้ว เขาก็สามารถปล่อยวางเรื่องราวได้ไม่ยาก
มาช้าไป? ไม่ได้รับมรดก?
ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว จะทุกข์ใจไปมันก็เท่านั้น แล้วจะคิดมากไปให้ได้อะไรขึ้นมา?
“ท่านบรรพบุรุษผู้เฒ่า!!”
ทันใดนั้นเองปรากฏเสียง้รองเรียกดังขึ้นมาจากส่วนลึกของม่านหมอกที่กำลังจางหายเข้าหูทุกคน
ฟุ่บ!
จากนั้นทุกคนจึงได้เห็นว่า
เสียงเรียกไม่ทันขาดคำดี ก็มีร่างหนึ่งเหินออกมาจากม่านหมอกเบาบางที่กำลังจะหายไปในไม่ช้าด้วยความเร็วปานกระต่ายเปรียว
พริบตาก็ปรากฏตัวสู่สายตาของทุกคน
เป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างปานกลางใบหน้าแลดูไม่โดดเด่นอะไรมากมาย