คำพูดของหานเฉวี่ยไน่กับจางยี่พอดังเข้าหูหลิ่วเสวียก็ไม่ต่างอะไรจากหมุดตอกลงกลางใจ ทำให้สีหน้านางเปลี่ยนไปเป็นเขียวสลับขาวทันที
“ต้วนหลิงเทียน”
ตอนนี้เองหลิ่วเสวียคล้ายตัดสินใจอะไรได้ จึงหันไปมองกล่าวกับต้วนหลิงเทียนทันที “ข้าคิดว่าคงไม่เหมาะหากจะต้องไปกับเจ้าต่อ…พวกเราต่างคนต่างไปเถอะ”
กล่าวจบหลิ่วเสวียก็หันหลังเตรียมออกจากสมบัติสถานระดับสวรรค์ของเซียนกระบี่บงกชฟ้าแห่งนี้ทันที
“ช้าก่อน”
อย่างไรก็ตามในขณะที่หลิ่วเสวียกำลังจะจากไป ต้วนหลิงเทียนก็กล่าวรั้งนางเอาไว้ “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่…แต่เจ้ามั่นใจได้เลยว่าหากคราวหน้าพวกเราเจอยอดสมบัติสวรรค์อีก ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตามมันจะเป็นของเจ้า”
“ข้าต้วนหลิงเทียนไม่ทำอะไรไร้ความเป็นธรรมเพียงเพราะคำพูดของเจ้าแน่”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกเสียงห้วน
“จริงหรือ?”
ได้ยินคำของต้วนหลิงเทียนหลิ่วเสวียไม่เพียงไม่ดีใจ หากแต่กลับเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “ต้วนหลิงเทียนข้าคิดว่าที่เจ้ายังจะให้ข้าติดตามเจ้าไปต่อ…คงเพราะหมายปล่อยให้ข้าตายตกในสมบัติสถานแห่งนี้ใช่หรือไม่?”
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอะไร?”
ถึงแม้ต้วนหลิงเทียนจะใจดี แต่ตอนนี้ก็อดไม่ได้ที่จะมีโมโหขึ้นมาเล็กน้อย
หากเขาอยากให้หลิ่วเสวียตายจริง มีหรือนางจะมีชีวิตรอดมาพูดอะไรแบบนี้ต่อหน้าเขาได้?
“หลิ่วเสวียเจ้ากล่าววาจาบัดซบอะไร!?”
หานเฉวี่ยไน่เองก็หัวร้อนขึ้นมาไม่น้อย