และตอนนี้คนผู้นั้นก็ได้เหินมาถึงจุดที่กลุ่มต้วนหลิงเทียนลอยร่างกันอยู่เรียบร้อยแล้ว หากแต่มันไม่ได้มองผู้ใดเลย เพียงมองทักหรงปัวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง
‘พวกมันรู้จักกันจริงๆ!’
แม้หวังฉีหลิ่วเสวียและจางยี่จะพอเดาได้แต่แรกว่าหรงปัวสมควรรู้จักกันกับอีกฝ่ายตั้งแต่ที่ตะโกนคำ ‘เฝิงหม่าน’ ออกไป แต่พอเห็นว่าทั้งคู่ทักทายสนทนากันด้วยน้ำเสียงคุ้นเคยก็อดไม่ได้ที่จะสั่นไปเล็กน้อย
เพราะตอนนี้พวกมันรู้ได้ทันที…
ว่ามีอีก 1 คนที่กำลังจะมาแบ่งสันปั่นส่วนกับพวกมันแล้ว!
นอกจากนี้อีกคนที่ว่า ยังรู้จักกันกับหรงปัวอีกด้วย!!
“เฝิงหม่าน เจ้าลองใช้สำนึกเทวะสำรวจหุบเขาเบื้องล่างดูก่อนเถอะ…”
หรงปัวไม่ได้ตอบคำอีกฝ่ายแต่อย่างไร เพียงกล่าวแนะออกมา
ผู้ที่พึ่งมาถึงนั้นเป็นชายหนุ่มรูปร่างปานกลางหน้าตาจัดว่าดี หากแต่ด้วยสายตาที่ทอประกายคมกล้านั่น ก็บอกให้รู้ว่ามันหาได้ง่ายดายไม่ มิน่าใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน!
ตอนนี้พอได้ยินคำแนะของหรงปัว ชายหนุ่มนามเฝิงหม่านก็แผ่สำนึกเทวะออกไปอย่างไม่รู้ตัว สำรวจหุบเขาเบื้องล่าง
และไม่นานมันก็พบว่า…
อย่าว่าแต่สำรวจด้านในหุบเขา สำนึกเทวะของมันกระทั่งเข้าใกล้ยังไม่ได้…
ราวกับมีพลังอันร้ายกาจขุมหนึ่งปิดกั้นสำนึกเทวะของมันเอาไว้ ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไป!
“นี่มัน…”
พริบตาดุจฟ้าแลบในใจของมันก็คล้ายตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ทำให้สองตามันลุกวาวขึ้นมา สีหน้ายังเปลี่ยนไปเป็นตื่นเต้น!